ตุงกับข้อห้าม

with 7 comments

หลายวัดในเขตล้านนา นิยมจัดงานเฉลิมฉลองถาวรวัตถุเสนาสนะที่สร้างขึ้นใหม่ เรียกขานกันทั่วไปว่างาน “ปอยหลวง” สัญลักษณ์ ของงานปอยหลวงที่สังเกตได้ง่ายคือ “ตุง”

วัดใดมีงานปอยหลวง จะปักตุงตามถนนหนทางระแวกนั้น การเอาตุงติดตั้งมีขั้นตอน วิธีการและข้อปฏิบัติ ไม่ใช่ว่านึกอยากจะปักก็ปักได้เลย โดยไม่เลือกกาลเทศะ

เรื่องของตุงปรากฏอยู่ในคัมภีร์โบราณหลายเรื่อง เช่น คัมภีร์โลกสมมุติราช โลกหานี ธรรมดาจารีต มูละขึด เป็นต้น อย่างที่ปรากฏในคัมภีร์มูละขึด จะมีเนื้อหา กล่าวถึงแนวปฏิบัติหรือข้อห้ามเกี่ยวกับตุงไว้ หากไม่ยึดถือปฏิบัติ ก็จะประสบกับสิ่งที่ไม่เป็นมงคลสำหรับชีวิตที่เรียกว่า “ขึด”

เนื้อหาดังกล่าวผู้เขียนขอคัดเอาเฉพาะเรื่องมาเสนอเป็นข้อ ๆ ดังนี้

- อายุยังหนุ่มหน้อยบ่พอซาวปี อย่าได้สร้างขัว หีดธรรม วิหาร อุโบสถ มหาเจดีย์ และทานตุง อันนี้แพ้อายุ อายุบ่ยืน อายุบ่เสี้ยงเขตก็ตาย ขึดนักแล

- ทานตุงบ่ทานค้าง ก็ขึด ทานตุงทานค้าง บ่ทานเสาก็ขึด

- คัพภะมีในเรือน ทานตุงก็ฉิบหาย

- ปักตุง กางตุง อันบ่มีเหตุทางบุญใหญ่ ปอยมหาป๋าง ก็ขึด

- ปักตุง กางตุง บ่จดหลัก ก็ขึด

- ขุดขุมฝังเสาตุง ก็ขึด

- ปกกระโดง คือแขวนตุงบนกิ่งไม้ ปลายไม้ ก็ขึด

- อภิเษกตุงแล้วบ่ควรจักย้าย แพ้เจ้าตุง

- ตุงบ่ขาดค้าง หลกเสีย ม้างเสีย ก็ขึด

- ตรีโอด คือ ปกช่อ ปกตุง แขวนโคมไฟในบ้าน หอเรือน ขึดนัก มักฉิบหาย แล

ทั้งหมดแปลความได้ว่า

- อายุยังน้อยไม่ถึง ๒๐ ปี อย่าสร้างสะพาน ตู้คัมภีร์ วิหาร อุโบสถ มหาเจดีย์ และตุง สิ่งเหล่านี้มีผลร้ายต่ออายุ ทำให้อายุสั้น

- การถวายตุงหากมีไม่ครบทั้งตัวตุง ที่แขวนตุง และเสาตุง อัปมงคล, ในเรือนมีหญิงมีครรภ์ ถวายตุงเป็นทานก็ฉิบหาย

- ติดตั้งตุง โดยไม่มีเหตุทางบุญ เป็นอัปมงคล

- ติดตั้งตุงไม่ตอกหลักก่อน เป็นอัปมงคล

- ขุดหลุมฝังเสาตุง เป็นอัปมงคล

- แขวนตุงบนกิ่งไม้ ปลายไม้ อัปมงคล

- ติดตั้งตุงตามพิธีแล้ว อย่าโยกย้าย จะเกิดผลร้ายแก่เจ้าของตุง

- ขณะที่ตุงยังไม่ขาดหรือหลุดจากที่แขวน หากรื้อถอนทำลายโดยพลการ เป็นอัปมงคล

- ติดตั้งช่อ (ธงสามเหลี่ยม) ตุงหรือแขวนโคมไฟในบริเวณบ้านอัปมงคลยิ่งนัก ถึงขั้นฉิบหาย

ตุง เป็นสิ่งที่มีความหมายเชิงพิธีกรรมและความเชื่อ การถวายตุงเป็นทาน  เป็นการให้ทานที่มุ่งอุทิศส่วนกุศลตามคติพุทธศาสนา ขณะเดียวกันก็มีความเชื่อที่แฝงเร้นอยู่ค่อนข้างละเอียดอ่อนและซับซ้อนพอ สมควร

จริงอยู่อาจมีผู้ขัดแย้งว่า การให้ทาน ตามคติทางพุทธศาสนานั้น ไม่มีข้อจำกัดเรื่องอายุ แต่อย่าลืมว่าพุทธศาสนาในล้านนาเป็นศาสนาที่หลอมรวมเข้ากับวัฒนธรรมเดิม จนกลายเป็นบุคลิกของล้านนาพุทธไปแล้ว พิธีกรรมตามประเพณีต่างๆ กลมกลืนเป็นอัตตลักษณ์เฉพาะตัวอย่างที่พบเห็นกันอยู่ เมื่อเป็นเช่นนี้

ข้อปฏิบัติควรให้ถูกต้องตามประเพณีเดิมที่วางไว้ ซึ่งถ้าประมวลจากคัมภีร์มูละขึด จะมีอยู่ ๑๐ ข้อ

๑. อย่าถวายตุงเมื่ออายุยังไม่ถึง ๒๐ ปี

๒. ถวายตุงให้ครบชุด คือ ตัวตุง ค้างแขวน และเสาตุง

๓. อย่าถวายตุง เมื่อมีหญิงมีครรภ์อาศัยอยู่ในบ้าน

๔. อย่าติดตั้งตุง โดยไม่มีเหตุทางบุญใหญ่ เช่นงานปอย

๕. ตอกหลักก่อน แล้วมัดเสาตุงติดหลัก เมื่อติดตั้งตุง

๖. อย่าขุดหลุมฝังเสาตุง

๗. อย่าแขวนตุงบนกิ่งไม้ ปลายไม้

๘. ติดตั้งตุงตามพิธีแล้วอย่าโยกย้าย

๙. ตราบใดที่ตุงยังไม่หลุดขาดจากค้างแขวน อย่าถอดถอน หรือรื้อทำลาย

๑๐. อย่าติดตั้งช่อ ตุงหรือแขวนโคมไฟในบ้านเรือน

ข้อปฏิบัติดังกล่าวมีบางข้อที่ไขว้เขวกันมากในปัจจุบัน เช่นการติดตั้งตุง

บางแห่งมีการแขวนไว้กับกิ่งไม้ แขวนไว้กับเสาไฟฟ้า ผูกติดเสารั้ว

บางคนเห็นว่าเสร็จงานแล้วก็รีบรื้อถอน หรือเห็นว่าสวยดีจึงรีบเก็บเอาเป็นสมบัติของตน

บางแห่งติดตั้งตุง ช่อหรือโคมไฟไว้ในบ้านเรือน ด้วยเห็นว่าสวยงาม

ซึ่งความไขว้เขวนี้เป็นเรื่องของปัจเจกชน ซึ่งน่าห่วงน้อยกว่า

การติดตั้งตุงตามบริเวณงานที่ไม่เกี่ยวกับบุญใหญ่ หรือแม้กระทั่งถือตุงเข้าขบวนแห่

ภาพที่ออกไปสู่สายตามหาชน

ทั้งคนเมืองที่เป็นเจ้าของวัฒนธรรมเองและทั้งไทยหรือเทศที่ได้พบเห็น

สิ่งนี้ดูจะไขว้เขวกว้างขวางยิ่ง เรื่องของ ตุง จากคัมภีร์ มูละขึด ที่เสนอมา

หวังว่าคงขจัดความไขว้เขวและเกิดการแก้ไข จะได้ไม่ถูก ขึด ไปตาม ๆ กันอีกต่อไป.

น๋นขอขอบคุณบทความดีดีนี้จาก

…..สนั่น ธรรมธิ สำนักส่งเสริมศิลปวัฒนธรรม มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ค่ะ ^____^

Written by ALLjob CNX

June 7th, 2011 at 3:47 pm

ประเพณีเลี้ยงผีปู่ย่า ประเพณีล้านนา

with 7 comments

วันนี้เรามาทำความรู้จักกับประเพณีล้านนาที่มักจะจัดขึ้นในช่วงเดือน 9

(เดือนมิถุนายน) ของทุกปี ค่ะ

ประเพณีเลี้ยงผีปู่ย่า

ในสมัยบ้านเมืองยังไม่เจริญรุ่งเรือง คนโบราณมักอยู่กันเป็นขกู๋น (ตระกูลเดียวกัน) ถ้าหากว่าผู้ที่เป็นคนมาตั้งบ้านอยู่เป็นคนแรก แล้วแพร่ขยายหมู่ญาติ ตระกูลให้กว้างขวางขึ้น และหากคนนี้ล้มตายจากไปไม่ว่านานแค่ไหนหลายชั่วคนแล้วก็ตาม ท่านเหล่านี้ได้ทำประโยชน์ไว้ให้ลูกหลานที่เกิดมาภายหลัง มักจะได้รับบอกเล่า สืบต่อกันมานั้นเป็นตระกูลของพวกเครือญาติว่าพวกเรานั้นคือ ญาติพี่น้องกัน

และยังมีหอที่บ้านนั้น เป็น ผี ปู่ ย่า   โดย ถือว่าผู้ตายไปแล้วยังมีวิญญาณและที่ได้ไปเกิดเป็นเทวบุตรเทวดาไปแล้ว ก็มีที่เหลือหลงเป็นคนวิสัย กลายเป็นสัมภเวสี คอยรับส่วนบุญอยู่ก็มี คนโบราณยังจดจำเรื่องนี้อยู่ในจิตใจว่า ท่านเหล่านี้ยังมีบุญคุณแก่ตนมาก่อน

เมื่อคิดได้เช่นนั้น….จึงได้ทำที่สักการะบูชา…..จึงพากันทำที่อยู่อาศัยให้แก่ ปู่ ย่า มีเสื่อ หมอน น้ำต้น (คนโท) ขันหมาก กระโถน แจกันดอกไม้ ธูป เทียน ไว้บูชา

การสร้างตูบ ผีปู่ย่านั้นนิยมสร้างกันตามที่ต้นตระกูล เรียกว่า (เรือนแก้ว) หรือเรียกว่าเก้าผี สร้างเป็นตูบใหญ่บ้างเล็กบ้าง บางตระกูลทำใหญ่โตเพราะญาติมากๆ  เวลาทำพิธีเลี้ยงก็จะมากันมากมาย การทำเช่นนี้ก็เป็นจารีตประเพณีอันหนึ่งของคนโบราณ การทำบุญทำทานหาญาติชาวพุทธเราก็ทำกันอยู่เสมอ

แต่ถ้าถึงประเพณีเลี้ยง ผี ปู่ ย่า มาถึงก็ทำกันอีกแต่ดูทุกวันนี้จะมีน้อยลงเพราะสภาพของโลกบ้านเมืองเปลี่ยนแปลงไป สิ่งที่นับถือกันดึกดำบรรพ์ก็ละทิ้งไปเพราะไม่มีใครสนใจ ก็หายไปบ้างมีอยู่บ้าง ส่วนมากอำเภอ ตำบล รอบนอกยังมีผี ปู่ ย่า กันอยู่

ความจริงคนโบราณท่านถือกันก็ไม่มีการเสียหาย จะถือว่างมงายก็จริงอยู่  แต่ถ้าถือกันจริงจังอย่างถูกต้อง ก็มีผลดีอยู่ไม่น้อยทีเดียว โดยเฉพาะคนหนุ่มสาวสมัยโบราณ พ่อแม่ต้องกำชับกำชาอย่าให้ผิดผีและเที่ยวไปไหนคนเดียวไม่ได้ หนุ่มสาวจะจับมือถือแขนกันไม่ได้        ถ้าจับต้องผิดผี ถ้ามีใครเห็นจะถูกปรับไหม ให้เลี้ยงผี ถ้าเลี้ยงเหล้า เลี้ยงไก้ดีนี้  เลี้ยงหมูเป็นตัว

ผู้ชายใดทำเช่นนี้ก็จะถูกนินทาเอาว่าเป็นคนไม่ดีผู้หญิง ก็เสียหายเป็นคนไม่มีค่า รู้ไปถึงไหนคนเขาก็ว่าเป็นผู้หญิงใจทรามเป็นที่อับอายขายหน้า

ฉะนั้น คนโบราณเขาจึงต้องระมัดระวังในเรื่องนี้มากจะไม่แตะต้องกันเลย

เวลาผู้ประพฤติไม่ชอบ….ผีมักจะซ้ำเติมกับผู้ที่เจ็บป่วยในเครือญาติ

การเลี้ยงผี ปู่ ย่า แล้วแต่จะตกลงกันว่าปีนี้จะเลี้ยงไก่หรือหมู ถ้าเลี้ยงไก่ก็นำมาคนละตัว ถ้าเลี้ยงหมู ก็เก็บเงินกันนำมาสังเวย

พอ ได้กำหนดก็จะเอามาเลี้ยงกันเป็นการรวมญาติเป็นปี ๆ ให้ลูกหลานได้รู้จักกันสืบต่อไปโดยส่วนตัวแล้ว

น๋นนับถือและปฏิบัติพิธีกรรมต่างๆ ที่ทำสืบทอดกันมานะคะ สำหรับพิธีกรรมนี้ น๋นค่อนข้างกลัวค่ะ แหะแหะ  (*~*’)

น๋นขอขอบคุณ  ข้อมูลดีดีจาก ……

lannaworld.com

chiangmai-thailand.net

ภาพตัวอย่างหอของผีปู่ย่า
ของที่มักจะนำมาไหว้ผีปู่ย่า
ขันไหว้ผีปู่ย่า

Written by ALLjob CNX

June 7th, 2011 at 3:08 pm

กำเมืองม่วนแต๊ …บ่ะเจื่ออ่านกอย (แปลว่า…คำเมืองสนุกจริง ไม่เชื่อลองดู)

with 16 comments

วันนี้น๋นนำคำเมืองหรือภาษาเหนือมาฝากค่ะ

คำ เมืองพอจะแยกเป็นหมวดต่างๆ ได้ประมาณนี้ค่ะ

การทักทายคะ

ส่วน ใหญ่คนเมือง (คนเหนือ) ที่สนิทกันเมื่อเจอกัน มักจะ ทักว่า

กิ๋นข้าวแล้วก๋า? (กินข้าวแล้วหรือยัง?) มากกว่า สวั๊สดี๊เจ้า อะคะ แล้วก็ตาม ด้วยคำถามว่า กิ๋นข้าวกั๊บอะหยัง? (กินข้าวกับอะไร?)

แล้ว ถ้าจะให้เป็นประโยคเต็ม ก็จะมีบอกเวลาของการกินด้วย นะคะ

เช่น กิ๋นข้าวงายแล้วก๋า? (กินข้าวเช้าแล้วแล้วหรือยัง?)

กิ๋นข้าวตอนแล้วก๋า? (กินข้าวเที่ยงแล้วแล้วหรือยัง?)

กิ๋นข้าวแลงแล้วก๋า? (กินข้าวเย็นแล้วแล้วหรือยัง?)

การเรียก … เรียงลำดับอาวุโสทางเหนือ… เน้อเจ้า

พ่อ : อี่ป้อ

แม่ : อี่แม่

ตา, ปู่ : ป้ออุ้ย

ยาย, ย่า : แม่อุ้ย

ทวด : หม่อน

พี่สาว : ปี้สาว

พี่ชาย : อ้ายบ่าว

น้องสาว : อี่น้อง, อี่หน้อย

น้องชาย : ไอ่หน้อย, บ่าหน้อย

ลุง, ป้า : ป้อ…, แม่…. นำหน้าชื่อ

น้า, อา : อาว… นำหน้าชื่อ

เวลา แทนตัวเอง กำเมืองจะเรียก

เจ้า(ฉัน) เวลาที่เราคุยกับผู้อาวุโสกว่า

เฮา(เรา) เวลาเราคุยกับผู้น้อยกว่า

เปิ้น(ฉัน) เวลาคุยกับคนรุ่นเดียวกัน

ตั๋ว(เธอ) เรียกคนที่รุ่นเดียวกับเรา ที่เรากำลังคุยด้วย

นักเลงขึ้นมาหน่อย (บางคนใช้กับเพื่อนซี้, บางคนใช้เวลาโมโห)

ฮา (กู)

คิง (มึง)

ก๋าน(การ)ฮ้อ ง(เรียก)จื้อ(ชื่อ)ผลไม้เจ้า

แตงโม     -  มะเต้า

สับปะรด   -  มะขะหนัด (บางทีเรียกห้วนว่า มะหนัด)

แตงไทย   -  มะแต๋งลาย

กระท้อน   -  มะตื๋น (บางที่เรียก มะต้อง)

มะละกอ    -  มะก้วยเต้ด

น้อยหน่า   -  มะหน้อแหน้

พุทรา       -   มะตัน

มัล เบอร์รี่   -  หน่วยมะหม่อน

ทับทิม       -  มะก้อ

มะปราง     -   มะผาง

ชมพู่         -   จมปู้

มะพร้าว      -  มะป้าว

ละมุด         -  มะมุด

ส้ม โอ        -   บ่ะโอ

เกี่ยว กับรูปร่าง-ลักษณะ

แหลวแหล้ะแหลวแล่น    =   แหลกไม่มีชิ้นดี

แหลวแฝ้ะแหลวแฟ่น     =   แหลกเป็นชิ้นเล็กชิ้นน้อย

เปิด โต้โหล้    =    เปิดโล่ง

แน่นแท้ก     =    หนาแน่น แข็งแรง

บางแต๊บ แย้บ   =   บางเบามาก

ซื่อ แซ้ด      =    ตรงเหมือนไม้บรรทัด

แข็ง เกิ้กเดิ้ก    =    ลักษณะแข็งทื่อ

แข็งกึ่ง ดึ่ง     =    แข็งทื่อเหมือนศพ

สูงใบ้สูงง่าว    =    สูงมากจริงๆ

ต่ำแม้ดแก้ด    =    ลักษณะคนเตี้ยแกร็น

ต่ำ ป้อกหล้อก   =    เตี้ยหม้อต้อ

สั้นกิ้มดิ้ม     =    สั้นจุ๊ดจู่

ยาวโจ๊ะโละ   =    หน้ายาว

มนแกว ๊ด     =    กลมดิก

ป้อมป้อกหล้อก  =   เตี้ยกลมเล็ก

ผอมแก้งแด้ง   =   ผอมขี้ก้างผอมแห้ง

หม้ด ผี้หลี้     =    สวยสดใส

งอก๊อกหง้อก    =   เปรียบเทียบกับคนหน้างอ

งอก่องด่อง    =    นอนขดตัว

ตอกบ๊ะบ๊ะ     =    ตอกหลายๆที

ฮูโจ้ โหว้      =     รูเบ้อเริ่ม

ฮู โจ้ดโหวด    =     รูใหญ่เห็นชัดเจน

ก๋ วงโจ้ โหว้     =     รูกลวงใหญ่ลอดง่าย

อ้าก้าบงาบ    =   อ้ากว้าง

งาม ผี้หลี้     = คนที่เริ่มเป็นสาวและมีหน้าตาสวย

งามแต๊งามว่า  = สวยจริงๆ

เก่าโคะโละ   =   เก่ามาก

เนียนแน้ก    =  รวดเร็ว

บานเผ้อเห ล้อ   =  เบ่งบานเต็มที่

ก๊ดโก้งโหง้ง    =   ไม่ตรง

ก๊ดหง้อกก๊ดแหง้ก   = คดไปคดมา

ยานเติบเต๋ย =   ยืดยาด

ปุ๊ สุ่นบุ่น   =   ผมฟูฟ่อง

เค่งติ้งติ้ง  =   การแน่น คัดเต้านม หรือ รัดตึง

สาวจิ๊ดริด  =  เริ่มโตเป็นสาว แม่สาวน้อย

ขำก๊ะงะ   =  ค้างคาอยู่

กว้างโล่งโก๊ะ โล่งโก๋น   =   เปรียบเทียบความกว้างจนทะลุปรุโปร่ง

เกี่ยวกับ แสง-เสียง

มืดทึ่ก        =      มืดสนิท

มืดสะลุ้ม         =      มืดสลัวๆ

มืดซุ้มซิ้ม        =      มืดนิดๆ

แจ้ง ฮุมหุฮุมหู่        =      สว่างลางๆเลือนๆ

แจ้งลึ้ง        =      สว่างโร่เห็นได้ชัด

ดั้กปิ้ง        =      เงียบกริบ

ดั้กปิ้งเย็น วอย         =      เงียบเชียบ

ดั้กแส้ป        =      ไม่ได้ข่าวคราว

ดั้กก๊กงก        =      นั่งนิ่ง

เกี่ยวกับกลิ่น-รส

เหม็นโอ่        =     เหม็นเน่า

จ๋างแจ้ดแผ้ด        =     จืดชืด

ขมแก๊ก        =     ขมมาก

ส้มโจ๊ะโล๊ะ         =     รสเปรี้ยวมาก

เกิ๊บ = รองเท้า

สาย ฮ้าง = เข็มขัด

ขะใจ๋ = เร็ว ๆ หน่อย

กั๊ปไฟ = ไม้ขีดไฟ

หล้น = วิ่ง

ปล๋า กับ….=….ปลากระป๋อง

ไข ผะตู๋….=….เปิดประตู

หับ ผะ ตู๋…..=…ปิดประตู

ปื้นตะล่าง….=….ใต้ถุน บ้าน

กุน ตู…..=…หลัง บ้าน

บนควั่น…..แปล๋ว่า…บนเพดาน

เกิ้ง….=….บัง เช่น เกิ้งต๋าวัน..บังแดด

ขวดปัน…..=…ขวดกลมขนาด 1,000 ซีซี

ขวดห้าฮ้อย…..=…ขวดกลมขนาด 500 ซีซี

บ่าว ก๊อก….=….วัยรุ่น

เต๊ะ…..=….วัดขนาด เช่น เอาไปเต๊ะผ่อลอ…เอาไปวัดดูสิ

กัง….=….มัดอย่างแน่นหนา

ค่ำ งำ….=….ล้างผลาญ

เคิงใจ๋…=…..สงสัย ข้องใจ

เคิ้น….=….เหลือ

จะเห็นว่าคำเมืองหรือ กำเมืองน่าสนุก ม่วนแต๊ม่วนว่า เนาะ ปี้เฮย… (แปลได้ว่า….คำเมืองน่าสนุกสนาน เนอะ…)

น๋นหวังว่า เพื่อนๆ จะชื่นชอบนะคะ ^__^

Written by ALLjob CNX

May 27th, 2011 at 2:22 pm

ประเพณีบูชาเสาอินทขิล

with 8 comments

ประเพณีขึ้นขันดอกอินทขิล หรือเข้าอินทขิล

ประเพณี และเทศกาลมีความเกี่ยวข้องกันในแง่ที่ว่า เทศกาลคือเวลาที่ปฏิบัติกิจกรรมตามประเพณีที่กำหนดไว้เพื่อทำบุญและ รื่นเริง  ซึ่งนอกเหนือจากความหมายในเชิงวัฒนธรรมแล้ว  ปัจจุบันยังเพิ่มความหมายในเชิงธุรกิจท่องเที่ยวเพื่อสร้างชื่อเสียงของท้อง ถิ่นและของประเทศให้เป็นที่รู้จักออกไปในวงกว้างอีกด้วย

พิธีกรรมและกิจกรรมตลอด 7 วัน

ประเพณีขึ้นขันดอกอินทขิล เป็นการบูชาใหญ่ของวัดเจดีย์หลวงจัดในช่วงเดือน พ.ค.-มิ.ย. เป็นงานที่สวยสดงดงาม เนื่องจากพิธีส่วนใหญ่จะมีการใส่บาตรดอกไม้ เป็นงานพิธีที่มุ่งการสร้างกำลังใจให้ชาวเมืองอยู่เย็นเป็นสุขและฝนตกต้องตามฤดูกาล  ที่กำลังจะเริ่มต้นฤดูกาลเพาะปลูก

กิจกรรม

ประเพณีเข้าอินทขิล คือ การทำพิธีสักการบูชาเสาหลักเมืองเสาอินทขิล นอกจากจะเป็นเสาหลักเมืองแล้ว ยังนับได้ว่าเป็นสิ่งศักดิ์สิทธิ์คู่บ้านคู่เมืองเชียงใหม่และยังเป็นที่สักการะบูชา ถือว่าเป็นที่รวมของวิญญาณของคนเมืองเหนือและบรรพบุรุษ จึงถูกยกย่องเป็นสิ่งศักดิ์สิทธิ์เป็นอย่างยิ่ง

ข้อมูลประเพณีเข้าอินทขิล

ททท.สำนักงานเชียงใหม่ โทร. +66 5324 8604, +66 5324 8607

Written by ALLjob CNX

May 27th, 2011 at 11:56 am

รำลึกความหลัง เรื่องราวที่เป็นตำนาน…. ศิลปินแห่งล้านนา ครูจรัล มโนเพ็ชร

with 7 comments

น๋นขอรวบรวมข้อมูล และเรื่องราวที่เป็นความทรงจำ ……..

ครูจรัล มโนเพ็ชร ผู้เป็นศิลปินที่อยู่ในใจคนพื้นบ้านล้านนา มาให้เพื่อนๆค่ะ

ประวัติศิลปินล้านนา ครูจรัล  มโนเพ็ชร

จรัล มโนเพ็ชร เกิดที่จังหวัดเชียงใหม่ ในย่านที่เรียกว่าประตูเชียงใหม่ พ่อของเขาเป็นข้าราชการอยู่ที่แขวงการทางจังหวัดเชียงใหม่ ชื่อ สิงห์แก้ว มโนเพ็ชร ส่วนแม่ชื่อ เจ้าต่อมคำ (ณ เชียงใหม่) มโนเพ็ชร สืบเชื้อสายมาจากราชตระกูล ณ เชียงใหม่

จรัล เกิดเมื่อวันที่ 1 มกราคม พ.ศ. 2494 (บางแห่งระบุว่า เกิด พ.ศ. 2498) เป็นลูกคนที่สอง มีพี่น้องชายหญิงรวมทั้งหมด 7 คน ครอบครัวเป็นชนชั้นกลาง มีชีวิตเรียบง่ายสมถะตามแบบวิถีชีวิตชาวเหนือทั่วไป ใฝ่ใจในพุทธศาสนา ทั้งพ่อและแม่ของจรัลจะไปทำบุญและร่วมงานพิธีทางศาสนาอยู่เสมอที่วัดใกล้ บ้าน คือ วัดฟ่อนสร้อย ซึ่งเป็นวัดที่ครอบครัวนี้มีศรัทธาอย่างยิ่ง ด้วยครอบครัวมโนเพ็ชรเป็นครอบครัวใหญ่ พ่อของจรัลจึงต้องหารายได้พิเศษ ความที่เป็นคนมีฝีมือในด้านงานศิลปะหัตถกรรมท้อง ถิ่นที่สืบทอดตกมาจากบรรพบุรุษชาวเหนือ ทั้งการเขียนรูป และการแกะสลักไม้ พ่อของจรัลจึงมีรายได้เพียงพอที่จะเลี้ยงดูครอบครัว จรัลเองในเวลานั้นแม้จะอยู่ในวัยเด็ก แต่บางครั้งเมื่อพ่อมีงานพิเศษล้นมือจรัลจะเป็นผู้ช่วยพ่อของเขา ทั้งงานเขียนรูปและงานแกะสลักไม้

การศึกษา

จรัลเข้าเรียนหนังสือครั้งแรกที่โรงเรียนพุทธิโสภณ แล้วจึงย้ายไปเรียนต่อที่โรงเรียนเมตตาศึกษา จากนั้นจึงสอบเข้าเรียนในขั้นอุดมศึกษาที่วิทยาลัยเทคนิคภาคพายัพ จรัลฝึกเล่นกีตาร์มาตั้งแต่เด็กเพราะความชอบในดนตรี ทั้งจากที่เขาได้ฟังทางสถานีวิทยุในเชียงใหม่ และจากพวกมิชชันนารีที่เข้ามาเผยแพร่ศาสนาในภาคเหนือ ระหว่างที่เรียนอยู่ที่วิทยาลัยเทคนิคภาคพายัพ จรัลช่วยแบ่งเบาภาระของครอบครัวด้วยการทำงานเพื่อหารายได้พิเศษโดยไม่ต้อง รบกวนเงินทองจากทางบ้าน เขาเริ่มต้นด้วยการรับจ้างร้องเพลงและเล่นกีตาร์ตามร้านอาหาร หรือตามคลับตามบาร์ในเชียงใหม่ ซึ่งในเวลานั้นยังมีอยู่เพียงไม่กี่แห่ง แนวดนตรีที่เขาชอบเป็นพิเศษคือดนตรีโฟล์ค คันทรี และบลูส์ ที่ต่อมาได้กลายเป็นแรงบันดาลใจและมีอิทธิพลอย่างยิ่งในการแต่งเพลงของเขา

เมื่อจบการศึกษาจากวิทยาลัย จรัลเข้าทำงานรับราชการเป็นงานแรกที่แขวงการทางอำเภอพะเยา (เวลานั้นพะเยายังไม่ได้รับการยกให้เป็นจังหวัดเหมือนในปัจจุบัน) ต่อมาจึงย้ายไปทำงานที่บริษัทไทยฟาร์มมิ่ง และที่ธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร จรัลยังคงทำงานประจำไปด้วยควบคู่กับการร้องเพลงตามร้านอาหาร ตามโรงแรมและคลับบาร์ในเชียงใหม่

ต่อมาใน ปี พ.ศ. 2520 เมื่อบทเพลงโฟล์คซองคำเมืองของเขาเผยแพร่ไปทั่วประเทศ เพลงที่ได้รับความนิยมสูงสุด

คือเพลงที่ชื่อ อุ๊ยคำ ซึ่งเวลานั้นเขาได้รับแรงบันดาลใจมาจากบทเพลงของ ปีเตอร์ พอล แอนด์ แมรี นอกจากนั้นยังมีศิลปินต่างชาติอีกหลายคนที่เป็นต้นแบบการเล่นดนตรีของจรัล เช่น บ็อบ ดีแลน, จอห์น เดนเวอร์, นิตตี้ กริทที้ เดิร์ท แบนด์, วิลลี่ เนลสัน, จิม โครเชต์ และ พอล ไซมอน & อาร์ท การ์ฟังเกล ซึ่งส่งผลไปถึงการทำงานโฟล์คซองคำเมืองอันเป็นดนตรีในรูปแบบของจรัลเอง

จรัล ก็เหมือนวัยรุ่นทั่วไปในยุคนั้นที่ได้ยิน ได้ฟังดนตรีจากอเมริกาและ อังกฤษที่หลั่งไหลเข้ามาในประเทศไทยตามสมัยนิยม แต่จรัลไม่เพียงชื่นชอบเสียงดนตรีจากต่างประเทศ เขายังชื่นชอบบทเพลงสมัยก่อนแต่โบราณของชาวล้านนาอย่างยิ่ง

เมื่อจรัล เริ่มต้นแต่งเพลง บทเพลงของเขาจึงเป็นการผสมผสานแนวดนตรีตะวันออกและตะวันตกเข้าไว้ด้วยกัน อย่างไม่อาจหลีกเลี่ยงได้ แม้จะเป็นการผสมผสานศิลปะดนตรีของตะวันออกกับตะวันตกก็ตาม แต่งานดนตรีของจรัลก็แฝงด้วยลักษณะท้องถิ่นล้านนาที่ชัดเจน ทั้งท่วงทำนองและเนื้อหาของบทเพลงที่เกี่ยวกับวิถีชีวิตชาวล้านนาตั้งแต่ยุค แรกที่ทำให้จรัลมีชื่อเสียงขึ้นมา และแม้เวลาจะผ่านไป บทเพลงของจรัลเริ่มที่จะเป็นลักษณะสากลแต่เขาก็ไม่เคยละทิ้งบทเพลงพื้นบ้าน ของล้านนา

ยุคแรก

บทเพลงคำเมืองของเขาแพร่กระจายไปทั่วในปี พ.ศ. 2520 แต่บรรดาครูเพลงในล้านนาที่จรัลมักเรียกว่า ฤๅษีทางดนตรี ต่างก็พากันวิพากษ์วิจารณ์งานของเขาซึ่งแปลกแตกต่างไปจากดนตรีล้านนาที่เคย ได้ยินได้ฟังกันมา เพราะจรัลใช้กีตาร์ และแมนโดลินมาแทนเสียงซึง ใช้ขลุ่ยฝรั่ง แทนขลุ่ยไทย และเขายังใช้เครื่องดนตรีสมัยใหม่อีกมากมายมาบรรเลงบทเพลงเก่าแก่ของล้านนา ตามแบบฉบับโฟล์คซองคำเมืองของเขา จรัลพูดว่า “บทเพลงแบบเก่าๆนั้นมีคนทำอยู่มากแล้วและก็ไม่สนุกสำหรับผมที่จะไปเลียนแบบ ของเก่าเสียทุกอย่าง”

การเป็นคนนอกคอกที่กล้าพอที่จะสร้างสรรงาน ดนตรีซึ่งแตกต่างจากงานเก่า ๆ ตามแบบของศิลปินนี้เอง ที่ส่งผลให้บทเพลงเก่าแก่ของล้านนากลับมาได้รับความสนใจจากวัยรุ่นในยุคนั้น แทนที่จะหายไปตามกาลเวลาและสมัยนิยม จรัลได้รับการยกย่องอย่างสูงว่าเป็นนักแต่งเพลงฝีมือเยี่ยม ที่แม้บรรดาศิลปินเพลงด้วยกันต่างก็ยอมรับ เขาเชียวชาญการแต่งเพลงหลายรูปแบบแต่ที่ยอดเยี่ยมที่สุดคือบทเพลงแบบบัลลาด ซึ่งเป็นบทเพลงที่บอกเล่าเรื่องราววิถีชีวิตของผู้คนของท้องถิ่นล้านนาอัน เป็นบ้านเกิดของเขา จรัลพูดถึงการแต่งเพลงเองร้องเพลงเองของเขาว่า….. “มันเป็นงานที่เป็นตัวตนจริงๆแท้ๆจากใจ ในเมื่อผมเป็นนักร้องแต่ไม่อยากร้องเพลงของคนอื่น ผมจึงต้องเขียนเพลงของตัวเอง เป็นเพลงที่ผมอยากร้อง มันทำให้ได้เป็นตัวของตัวเองเต็มที่ ไม่ต้องอาศัยให้ใครมาสร้างภาพลักษณ์”

ในยุคแรกๆ นั้นจรัลทำงานดนตรี ร่วมกับพี่น้องและญาติๆของเขาในตระกูลมโน เพ็ชร คือน้องชายสามคนที่ชื่อ กิจจา – คันถ์ชิด และเกษม รวมทั้งมักจะมีนักร้องหญิงชื่อสุนทรี เวชานนท์ ร่วมร้องเพลงด้วย แต่ต่อมาทั้งหมดก็แยกทางกันไปตามวิถีของแต่ละคน น้องชายทั้งสามของเขาต่างก็ยังคงเล่นดนตรีและร้องเพลง โดยที่ส่วนใหญ่จะใช้ชีวิตอยู่ในกรุงเทพฯ นั่นเอง ส่วนสุนทรี เวชานนท์ แต่งงานกับชายชาวออสเตรเลียจึงโยกย้ายไปอยู่ต่างประเทศระยะหนึ่ง เมื่อกลับมาเมืองไทยอีกครั้งก็ได้เกิดเรื่องความบาดหมางระหว่างจรัลกับ สุนทรีจนทำให้ไม่อาจร่วมงานกันได้อีกต่อไป จรัลเองถึงกับประกาศว่าจะไม่ขอขึ้นเวทีร้องเพลงร่วมกับสุนทรีอีก และเขาก็ได้ทำเช่นนั้นตราบจนวันตายจริงๆ

ยุคหลัง

ในช่วงบั้นปลายของชีวิตราวสิบปีก่อนที่จรัลจะเสียชีวิต งานดนตรีของเขาจึงเป็นการทำงานเพียงลำพังอย่างแท้จริง แต่ด้วยความสามารถอันสูงส่งของเขา งานดนตรีของจรัลกลับพัฒนายิ่งขึ้น โดยที่เขายังคงแต่งเพลงเอง ร้องเอง เล่นดนตรีเอง และจรัลยังเรียบเรียงเสียงดนตรีเองอีกด้วย จนทำให้เขาได้รับรางวัลดนตรี สีสันอวอร์ด ในปี พ.ศ. 2538 โดยเป็นศิลปินชายเพียงคนเดียวที่ได้รับรางวัลถึงสามรางวัลในครั้งนั้น นั่นก็คือในฐานะนักร้องชายยอดเยี่ยม จากเพลงศิลปินป่า อัลบั้มยอดเยี่ยม จากอัลบั้มชุดศิลปินป่า และบทเพลงยอดเยี่ยมจากงานชุดศิลปินป่า

เมื่อจรัลโยกย้ายจากจังหวัดเชียงใหม่ไปอยู่ที่กรุงเทพฯ นอกจากมีกิจการร้านอาหารและทำงานเพลงแล้ว บางครั้งจรัลยังรับแสดงหนังและละคร อีกทั้งยังแต่งเพลงประกอบภาพยนตร์และละครเหล่านั้นด้วย ความสามารถในด้านนี้ทำให้ต่อมาจรัลได้รับรางวัลทางด้านการแสดงอีกหลายรางวัล ทีเดียว ในปี พ.ศ. 2539 เนื่องในวโรกาสพระราชพิธีกาญจนาภิเษก พุทธศักราช ๒๕๓๙ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว มีการจัดทำดนตรีเรียกว่า ดนตรีจตุรภาค โดยรวบรวมนักดนตรีฝีมือเยี่ยมจากทั่วทุกภาคในประเทศมาแต่งเพลงเพื่อเฉลิม ฉลองวโรกาสนี้ จรัลเองขณะนั้นมีอายุเพียงสี่สิบห้าปีเท่านั้นแต่ก็ได้รับเชิญในฐานะครูเพลง ภาคเหนือ เขาแต่งเพลงชื่อว่า ฮ่มฟ้าปารมี เป็นเพลงที่ไพเราะมาก จนทำให้ต่อมาแพร่หลายในวงกว้าง และในที่สุดสถาบันการศึกษาด้านศิลปะการดนตรีในจังหวัดเชียงใหม่ ได้นำเพลงนี้ไปใช้ประกอบการสอนในสาขานาฏศิลป์ด้วย และปัจจุบันนี้ได้มีผู้คิดท่าฟ้อนรำสำหรับบทเพลงนี้เช่นกัน เรียกว่า ฟ้อนฮ่มฟ้าปารมี ช่วงชีวิตการทำงานศิลปะการดนตรีของจรัลเริ่มในปี พ.ศ. 2520 และสิ้นสุดลงในปี พ.ศ. 2544 เมื่อจรัลเสียชีวิตจากการที่หัวใจล้มเหลวฉับพลัน โดยที่ก่อนเสียชีวิตนั่นเองจรัลกำลังตั้งใจที่จะทำงานเพลงในโอกาสที่ โฟล์ค ซองคำเมืองของเขายืนยาวมาถึงยี่สิบห้าปีแห่งการทำงานเพลง เขาตั้งใจใช้ชื่อว่า 25 ปี โฟล์คซองคำเมือง จรัล มโนเพ็ชร

การเสียชีวิต

ข่าวการเสียชีวิตของจรัลจากการที่หัวใจล้มเหลวฉับพลัน เมื่อย่ำรุ่งของวันที่ 3 กันยายน พ.ศ. 2544 จังหวัดลำพูน สร้างความตื่นตะลึงไปทั่วประเทศ ผู้คนจำนวนมากจากทุกวงการเดินทางไปคารวะศพของเขา ซึ่งตั้งบำเพ็ญกุศลอยู่ที่วัดพระธาตุหริภุญชัยวรมหาวิหารเป็น เวลาห้าวัน พวงหรีดที่มีผู้นำไปแสดงความเคารพและคารวะศพของจรัลมีเป็นจำนวนมากจนกระทั่ง ไม่มีที่วาง ทางวัดจึงต้องนำไปแขวนไว้บนกำแพงวัดทั้งด้านในและด้านนอก นายกรัฐมนตรีในเวลานั้นคือ พ.ต.ท. ดร. ทักษิณ ชินวัตร ก็ได้ส่งพวงหรีดดอกไม้สดมา และรวมทั้งอดีตนายกรัฐมนตรี นายชวน หลีกภัย หรือแม้แต่รัฐมนตรีตามกระทรวงต่าง ๆ และสมาชิกรัฐสภา

หลังการเสียชีวิตของจรัล มโนเพ็ชร นอกจากการขนานนามที่เขาได้รับมาตลอดว่าเป็น ราชาโฟล์คซองคำเมือง แล้วผู้คนได้ยกย่องและเรียกเขาด้วยชื่อต่าง ๆ กันเป็นต้นว่า ศิลปินล้านนาแห่งยุคสมัย ศิลปินผู้ยิ่งใหญ่ มหาคีตกวีล้านนา ราชันย์แห่งดุริยะศิลป์ นักวิชาการและนักอนุรักษ์ศิลปวัฒนธรรมยกย่องให้ จรัล มโนเพ็ชร เป็นนักรบวัฒนธรรมแห่งท้องถิ่น

ก่อนเสียชีวิตไม่นานจรัล มโนเพ็ชร ได้รับเชิญจากรัฐบาลให้เป็นที่ปรึกษางานด้านวัฒนธรรม ซึ่งจรัลได้ตอบตกลงไปแล้ว แต่ก่อนที่การประชุมครั้งแรกจะเกิดขึ้นจรัลก็เสียชีวิตไปก่อน

เกียรติคุณที่เคยได้รับ

  • จากสมาคมนักแต่งเพลงแห่งประเทศไทย เมื่อปี พ.ศ. 2524
  • จากองค์การยูนิเซฟ เมื่อปี พ.ศ. 2524
  • จากการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทยในงานเทศกาลเที่ยวเชียงใหม่ ปี พ.ศ. 2525
  • จากสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมและประสานงานเยาวชนแห่งชาติ รางวัลบทเพลงดีเด่น 3 รางวัล คือในปี พ.ศ. 2524-2525 และ 2536
  • รางวัลตุ๊กตาทองเพลงประกอบภาพยนตร์ยอดเยี่ยม บุญชูผู้น่ารัก ปี พ.ศ. 2530 และจากบุญชู 2 น้องใหม่ ปี พ.ศ. 2532
  • รางวัลศิษย์เก่าดีเด่นสถาบันเทคโนโลยีราชมงคล ปี พ.ศ. 2532
  • รางวัลศิษย์เก่าดีเด่นวิทยาเขตภาคพายัพ ปี พ.ศ. 2532
  • รางวัลสุพรรณหงส์ทองคำในฐานะแสดงนำชายยอดเยี่ยมเรื่องด้วยเกล้า เมื่อปี พ.ศ. 2530
  • โล่ห์เกียรติยศจากสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาในฐานะบุคคลดีเด่นทางด้านการใช้ภาษา ปี พ.ศ. 2537
  • รางวัลจากชมรมวิจารณ์เพลงแห่งประเทศไทย ในเพลงประกอบภาพยนตร์เรื่องวิถีคนกล้า
  • ผู้มีผลงานดีเด่นด้านวัฒนธรรมสาขาศิลปะการแสดงเพลงพื้นบ้าน ปี พ.ศ. 2540 จากสภาวัฒนธรรมจังหวัดเชียงใหม่
  • รางวัล สีสันอวอร์ด 3 รางวัล เมื่อปี พ.ศ. 2538 ในฐานะนักร้องนำชายยอดเยี่ยม, บทเพลงยอดเยี่ยม และอัลบั้มยอดเยี่ยม ทั้งหมดมาจากงานดนตรีชุด ศิลปินป่า
  • รางวัลพิฆเนศทองคำพระราชทานครั้งที่ 1 เมื่อปี พ.ศ. 2539 จากเพลงชุด ศิลปินป่า
  • รางวัลจากชมรมสภาวะแวดล้อมสยาม จากงานชุด ศิลปินป่า
  • รางวัลจากสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมและประสานงานเยาวชนแห่งชาติ

น๋น ได้นำ link ของเพลงที่เป็นการล้อกันระหว่าง เพลง หนุ่มเชียงใหม่ ของครูจรัล กับ เพลง สาวเชียงใหม่ ของสุนทรีมาให้เพื่อนๆ ฟังด้วยค่ะ

http://www.youtube.com/watch?v=DeYn9APElRA

และเพลง อุ๊ยคำ เพลงที่สร้างชื่อให้กับ ครูจรัล มโนเพ็ชร  ดังที่ได้กล่าวไว้ในบันทึกค่ะ

http://www.youtube.com/watch?v=3ES1yF8Ujk4

ลองฟังดูค่ะ ไพเราะ จับใจ จริงๆ ค่ะ

และ ที่ประทับใจน๋น…..แบบที่ประทับลึกซึ้งอยู่ข้างในใจไม่รู้คลายไปจากใจได้ เลย ก็คือ ผลงานของท่านจากละครเรื่อง ไม้ดัด ลองตาม link นี้ไปชมค่ะ ว่า เพื่อนๆ ยังจำได้ไม๊ เป็นละครคุณภาพที่หาไม่ได้แล้วในยุคนี้ …ท่านแสดงได้สมบทบาทมากที่สุดเลย น๋นชอบและโปรดปรานมากกกกก เลยล่ะค่ะ ไปชมกันค่ะ http://www.youtube.com/watch?v=w6FHvDLyUDU

….น๋นขอปิดท้ายด้วย บทกลอนที่แสนไพเราะ จากเพื่อนสมาชิกของเรานี่เองที่กรุณาแต่งให้ค่ะ

เสียง สะล้อซอซึงไม่เคยสิ้น ยังยลยินกังวานก้องถนน จำได้คราครั้งไปเยี่ยมยล ท้องถนนคนเดินนครพิงค์

หลายบทเพลงกลายเป็นตำนาน ถูกกล่าวขานว่างดงามยิ่ง

พี่สาวครับ มิดะ ล่องแม่ปิง ไพเราะจริงจับใจไม่เคยจาง

ขอบคุณอ้ายจรัลยอดศิลปิน แม้จากไปยังไม่สิ้นสิ่งสรรค์สร้าง เพลงจะอยู่ยั้งยืนไม่เลือนราง เพลงไม่เคยเจือจางจากหัวใจ

(บทกลอนโดย…Pongsatorn Nutteepratum)

น๋นขอขอบคุณ  ข้อมูลดีดีจาก….http://th.wikipedia.org/

เวลา ที่น๋นนึกภาพของท่าน ที่อยู่ในใจเรา …มักจะเป็นภาพนี้ค่ะ …ซึ่งภาพนี้จะเป็นช่วงท้าย บั้นปลายชีวิตของท่าน ช่วงที่ท่านยังมีผลงานบันเทิงที่พวกเรายังได้เห็นบนเวทีต่างๆ

Written by ALLjob CNX

May 27th, 2011 at 11:46 am

มะเมียะ

with 5 comments

น้องน๋นขอรวบรวมเรื่องราวที่เป็นเรื่องความรักที่แสนโศกเศร้า … มะเมียะ ค่ะ

มะเมียะ เรื่องราวความรักที่ต่างเชื้อชาติ ระหว่างเจ้าน้อยศุขเกษมและมะเมียะ อันกลายมาเป็นตำนานรักที่จบลงอย่างโศกสลด และได้รับการกล่าวขานมาถึงปัจจุบัน ถูกถ่ายทอดโดยเจ้าหญิงบัวชุม ณ เชียงใหม อดีตคู่หมั้นของเจ้าน้อยศุขเกษม) แม้ว่ามะเมียะจะไม่ได้มีความเกี่ยวข้องกับประวัติศาสตร์ล้านนาโดยตรง แต่สำหรับเจ้า (น้อย) ศุขเกษม ราชบุตรองค์ใหญ่ของเจ้าแก้วนวรัฐ เจ้าหลวงเชียงใหม่ (พ.ศ.๒๔๕๒-๒๔๘๒) กับแม่เจ้าจามรีแล้ว มะเมียะเปรียบเสมือนแก้วตาดวงใจของเจ้าน้อยฯ ก็ว่าได้

มะเมียะเป็นแม่ค้าสาวชาวพม่า หน้าตาพริ้มเพรา ได้พบกับเจ้าน้อยศุขเกษมครั้งแรก เมื่ออายุเพียง ๑๖ ปี

ขณะนั้นมะเมียะเป็นเพียงแม่ค้าขายบุหรี่ซะเล็กอยู่ที่ตลาดใกล้บ้านในเมืองมะละแหม่ง มะเมียะหารายได้ด้วยความหวังเพื่อจะได้เงินมาจุนเจือครอบครัว ซึ่งอยู่ในฐานะปานกลาง วันหนึ่งเมื่อเจ้าน้อยศุขเกษมได้ออกเดินเที่ยวตามห้างร้านในตลาด จึงได้พบกับมะเมียะ ซึ่งเพิ่งกลับมาจากเมืองตองอู หลังจากไปอาศัยอยู่กับป้าของเธอเป็นเวลาหลายปี ทั้งคู่เกิดถูกใจในกันและกัน จึงได้คบหากันเรื่อยมา หลังจากนั้นไม่นานทั้งสองจึงใช้ชีวิตอยู่ร่วมกันฉันสามีภรรยา ด้วยความสนับสนุนของทางบ้านของมะเมียะ และในวันพระทั้งสองจะพากันไปทำบุญตักบาตรและนมัสการพระบรมสารีริกธาตุตามสถานที่ต่างๆ ในเมืองมะละแหม่งอยู่เสมอ

วันหนึ่ง ณ ลานกว้างหน้าพระธาตุใจ้ตะหลั่น ทั้งสองได้กล่าวคำสาบานต่อกันว่าจะรักกันตลอดไป และจะไม่ทอดทิ้งกัน หากผู้ใดทรยศต่อความรักที่มีให้กัน ก็ขอให้ผู้นั้นอายุสั้น จากนั้นไม่นานก็ถึงกำหนดการเดินทางกลับเมืองเชียงใหม่ ซึ่งเจ้าน้อยฯ เพิ่งจะมีอายุครบ ๒๐ ปี จึงได้ตัดสินใจให้มะเมียะปลอมตัวเป็นชายติดตามขบวนเพื่อกลับไปยังเมืองเชียงใหม่ ในฐานะเพื่อนหนุ่มชาวพม่า โดยหารู้ไม่ว่าเจ้าพ่อและเจ้าแม่ของตนได้หมั้นหมายเจ้าหญิงบัวนวล ธิดาของเจ้า สุริยวงษ์ (คำตัน สิโรรส) ให้เป็นคู่หมั้นของเจ้าน้อยฯ เป็นการภายในตั้งแต่ปีที่เจ้าน้อยฯ เดินทางไปศึกษาเล่าเรียนในเมืองพม่า หลังจากที่ต้องแอบซ่อนมะเมียะไว้ในบ้านหลังเล็ก ที่เจ้าพ่อและเจ้าแม่จัดเตรียมไว้ให้เป็นที่พักมาแล้วหลายวัน

เจ้าน้อยศุขเกษมได้ใช้เวลาคิดใคร่ครวญและตัดสินใจเล่าความจริงให้ทั้งสองฟัง แม้ว่าจะไม่มีคำใดเอื้อนเอ่ยออกมาในขณะนั้น แต่เจ้าน้อยฯ ก็พอจะทราบได้ว่าทั้งสองไม่ยอมรับมะเมียะเป็นศรีสะใภ้อย่างแน่นอนเนื่องจากปัญหาใหญ่ในขณะนั้น คือ เจ้าน้อยเป็นผู้ที่ได้รับการคาดหวังว่าจะได้รับตำแหน่งเจ้าหลวงองค์ถัดไป จากเจ้าอินทวโรรสสุริยวงษ ซึ่งเป็นพระเจ้าลุง หากเจ้าน้อยฯ เลือกมะเมียะมาเป็นศรีภรรยา ประชาชนย่อมต้องเกิดความอึดอัดใจในการยอมรับมะเมียะผู้เป็นหญิงต่างชาติมา ดำรงฐานะศรีภรรยาของเจ้าเมืองอย่างแน่นอน

ในสถานการณบ้านเมืองขณะนั้นน่าวิตกมาก เนื่องจากมหาอำนาจอังกฤษกำลังแผ่อิทธิพลไปทั่วดินแดนในคาบสมุทรเอเซียตะวันออกเฉียงใต้ มะเมียะซึ่งเป็นคนในบังคับของอังกฤษและกำลังอาศัยอยู่ในคุ้มของอุปราช (ขณะนั้นเจ้าแก้วนวรัฐดำรงตำแหน่งอุปราชเมืองเชียงใหม่) อาจเป็นชนวนของปัญหาทางการเมืองที่ใหญ่โตได้ในภายหลัง

ในที่สุดเจ้าพ่อและเจ้าแม่จึงเรียกตัวเจ้าน้อยฯไปพบ และยื่นคำขาดให้เจ้าน้อยส่งตัวมะเมียะกลับเมืองมะละแหม่ง เพื่อป้องกันปัญหาที่จะเกิดขึ้นกับบ้านเมือง ในยามเย็นวันนั้นเอง เจ้าน้อยได้เข้าพิธีเรียกขวัญและรดน้ำมนตที่เจ้าพ่อกับเจ้าแม่จัดขึ้น เพื่อขจัดสิ่งชั่วร้ายที่ท่านทั้งสองเชื่อว่ามะเมียะได้กระทำแก่เจ้าน้อยฯ อันเป็นเหตุให้เจ้าน้อยฯ หลงไหลในตัวนางหลังจากพิธีรดน้ำมนต์ผ่านพ้นไป

ช้างพาหนะและไพร่พลที่จะใช้ในการส่งตัวมะเมียะกลับเมืองมะละแหม่งก็ถูกจัดเตรียมทันทีตามคำสั่งของเจ้าแก้วนวรัฐ เมื่อเจ้าน้อยฯ กลับไปถึงที่พักในคืนนั้น มะเมียะได้รับการเกลี้ยกล่อมโดยหญิง-ชาย ชาวพม่าฝ่ายละคน ให้นางกลับไปรอเจ้าน้อยฯ ที่เมืองมะละแหม่ง มิฉะนั้นบ้านเมืองอาจเดือดร้อน

นางได้เอ่ยขึ้นด้วยความเสียใจและยินยอมจากไปเพื่อมิให้ผู้ใดได้รับความเดือดร้อน แม้ตัวนางจะจากไกล แต่ความรักอันมั่นคง ยังคงอยู่ดังคำสาบานที่เคยให้ไว้แก่กันและกัน ฝ่ายเจ้าน้อยฯ ยังคงยืนยันในความรักที่มีต่อมะเมียะ และขอให้นางกลับไปรอที่บ้านก่อน หากมีวาสนาจะกลับไปรับนางมาอยู่ด้วยกันที่เชียงใหม่ให้ได้

ในเช้าวันหนึ่งของเดือนเมษายน นับเป็นวันเดินทางกลับเมืองมะละแหม่งของมะเมียะที่ดูเหมือนจะเป็นการจากลาชั่วนิรันดร์ ณ ประตูหายยาที่เนืองแน่นไปด้วยประชาชนที่ใคร่เห็นโฉมหน้าของมะเมียะ ที่ลือกันว่างามนักงามหนา

บรรยากาศ เต็มไปด้วยความหดหู่และเศร้าหมอง เมื่อเจ้าน้อยฯ พูดภาษาพม่ากับมะเมียะได้เพียงไม่กี่คำ นางผู้มีใจรักมั่นได้ร่ำไห้ด้วยความอัดอั้นตันใจ ในอ้อมแขนที่ยากจะแยกจากกันได้ เวลานั้นก็ล่วงเลยไปมากแล้ว

เจ้าน้อยฯ ได้รับปากกับมะเมียะว่าตนจะยึดมั่นในคำปฏิญาณที่ให้ไว้ต่อหน้าพระพุทธรูปวัด ใจ้ตะหลั่นจนกว่าชีวิตจะหาไม่ หากท่านนอกใจมะเมียะโดยสมรสกับหญิงอื่น ขอให้ชีวิตของตนประสบแต่ความทุกข์ทรมานใจ แม้แต่อายุก็จะไม่ยืนยาว

เจ้าน้อยฯ ได้ให้คำมั่นสัญญาว่าภายในเดือนจะกลับไปหามะเมียะให้จงได้ นางจึงคุกเข่าลงกับพื้น ก้มหน้า สยายผมออกเช็ดเท้าเจ้าน้อยฯ ด้วยความอาลัยหา ก่อนที่เธอจะขึ้นไปบนกูบช้าง เมื่อกลับไปถึงเมืองมะละแหม่งแล้ว มะเมียะได้มอบเงินทองจำนวนหนึ่งซึ่งเจ้าแก้วนวรัฐและเจ้าแม่จามรีมอบให้นาง ก่อนเดินทางกลับเป็นการปลอบขวัญแก่พ่อแม่และน้อง จากนั้นนางได้แต่เฝ้ารอคอยเจ้าน้อยฯ จนครบกำหนด เดือนที่ท่านได้รับปากไว้ แต่นี่กระไรกลับไร้วี่แววใดๆ มะเมียะจึงตัดสินใจเข้าพึ่งใต้ร่มพุทธจักรครองตนเป็นแม่ชีเพื่อแสดงความบริสุทธิ์ว่านางยังซื่อสัตย์ ต่อความรักที่มีต่อเจ้าน้อยศุขเกษม

หลังจากที่มะเมียะทราบข่าวการเข้าพิธีมงคลสมรส ระหว่างร้อยตรีเจ้าอุตรการโกศล (ยศของเจ้าน้อยฯ ในขณะนั้น) กับเจ้าหญิงบัวนวล ณ เชียงใหม่ แม่ชีมะเมียะจึงเดินทางมายังเมืองเชียงใหม่และขอเข้าพบเจ้าน้อยฯ เป็นครั้งสุดท้าย เพื่อแสดงความยินดีกับชีวิตที่กำลังรุ่งโรจน์ องค์อดีตสวามีผู้เป็นที่รัก ก่อนที่ตนจะตัดสินใจครองตนเป็นแม่ชีไปตลอดชีวิต

แต่เจ้าน้อยศุขเกษม ผู้ยึดสุราเป็นที่พึ่งดับความกลัดกลุ้มอันเกิดจากความรักอาลัยในตัวมะเมียะ ชีวิตที่ไม่เคยมีความสุขในชีวิตสมรส ท่านไม่สามารถหักห้ามความสงสารที่มีต่อมะเมียะได้ จึงไม่ยอมลงไปพบแม่ชีมะเมียะตามคำขอร้อง เพียงแต่มอบหมายให้เจ้าบุญสูง พี่เลี้ยงคนสนิท นำเงินจำนวน ๘๐บาท ไปมอบให้กับแม่ชีมะเมียะเพื่อใช้ในการทำบุญ พร้อมกับมอบแหวนทับทิมประจำกายอีกวงหนึ่งเป็นตัวแทนของเจ้าน้อยฯ ให้กับแม่ชีมะเมียะ เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นทำให้มะเมียะและเจ้าน้อยต่างสะเทือนใจเป็นที่สุด หลังจากเดินทางถึงเมืองมะละแหม่ง มะเมียะได้ครองชีวิตเป็นแม่ชีตามความตั้งใจ จนกระทั่งถึงแก่กรรมในปี พ.ศ.๒๕๐๕ รวมอายุได้ ๗๕ ปี

จาก ตำนานรักระหว่างเจ้าน้อยศุขเกษมและมะเมียะ ได้รับการเผยแผ่ทั้งโดยการเล่าขานสืบต่อกันมา จากการบันทึกเป็นลายลักษณ์อักษรแล้ว อาจกล่าวได้ว่าสาเหตุอีกประการหนึ่งที่ทำให้คนทั่วไปรู้จักเจ้าน้อยฯ และมะเมียะมากขึ้น

คือ “เพลงมะเมียะ” ซึ่งขับร้องโดย คุณจรัล มโนเพชร นักร้อง โฟลคซองชาวล้านนา

ดังเนื้อเพลง ต่อไปนี้

“มะเมียะ”

มะเมียะเป็นสาวแม่ค้า คนพม่าเมืองมะละแหม่ง

งามล้ำเหมือนเดือนส่องแสง คนมาแย่งหลงรักสาว

มะเมียะบ่ยอมรักไผ มอบใจหื้อหนุ่มเชื้อเจ้า เป็นลูกอุปราชท้าวเชียงใหม่

แต่เมื่อเจ้าชายจบการศึกษา จำต้องลาจากมะเมียะไป

เหมือนโดนมีดสับดาบฟันหัวใจ ปลอมเป็นพ่อชายหนีตามมา

เจ้าชายเป็นราชบุตร แต่สุดที่รักเป็นพม่า ผิดประเพณีสืบมา ต้องร้างลาแยกทาง

โอโอก็เมื่อวันนั้น วันที่ต้องส่งคืนบ้านนาง

เจ้าชายก็จัดขบวนช้างให้ไปส่งนางคืนทั้งน้ำตา

มะเมียะตรอมใจอาลัยขื่นขม ถวายบังคมทูลลา สยายผมลงเช็ดบาทบาทา

ขอลาไปก่อนแล้วชาตินี้เจ้าชายก็ตรอมใจตาย มะเมียะเลยไปบวชชี

ความรักมักเป็นเช่นนี้ แลเฮย………

(เรียบเรียงจาก ปราณี ศิริธร ณ พัทลุง ชีวิตรักเจ้าเชียงใหม่ พ.ศ.๒๕๒๓ และ เพ็ชรลานนา พ.ศ.๒๕๓๘)

มะเมี๊ยะ – โฟล์คซองคำเมือง

http://www.youtube.com/watch?v=AIxP5qznixg

link ถ่ายทอดใหม่โดย เอ็ม วัศสัณต์ โดยมีนักร้องรับเชิญ และ ร่วมแสดงในละครสั้น มะเมี๊ยะ

http://www.youtube.com/watch?v=nNlXqBnZFDA&feature=related

น๋นขอขอบคุณข้อมูลดีดีจาก …you tube, compass Magazine

http://fayjaa.blogspot.com/

เจ้าน้อยศุขเกษม
เจ้าหญิงบัวนวล ธิดาของเจ้า สุริยวงษ์ (คำตัน สิโรรส) และเจ้าน้อย ศุขเกษม
เจ้าน้อยและพระชายา

Written by ALLjob CNX

May 27th, 2011 at 11:36 am

ย้อนอดีตสงกรานต์เชียงใหม่

with 9 comments

น๋นไปค้นข้อมูลภาพของสงกรานต์เชียงใหม่ในอดีตมาค่ะ …

ภาพที่น๋นนำมาฝากนี้เป็นภาพของนางรำขบวนแห่

บรรยากาศการเล่นน้ำในที่ต่างๆ ทั่วเชียงใหม่ สวยงามมากเลยค่ะ …

…ขอให้มีความสุขกับการชมนะคะ…

น๋นขอขอบคุณแหล่งภาพจาก … OnLineSociety และ GConsole ค่ะ

Written by ALLjob CNX

April 19th, 2011 at 4:25 pm

6 visitors online now
1 guests, 5 bots, 0 members
Max visitors today: 10 at 07:45 am UTC
This month: 27 at 11-08-2017 10:06 am UTC
This year: 53 at 01-13-2017 04:26 pm UTC
All time: 452 at 09-09-2014 04:56 pm UTC