06 วัดเจดีย์หลวงวรวิหาร

with 7 comments

วันนี้น๋นจะพาเพื่อนๆ ไปท่องวัด เจดีย์หลวงค่ะ ♥♥♥

วัดเจดีย์หลวง  เท่าที่น๋นจำความได้ คุณแม่มักจะพาพวกเรา คือน๋นและพี่ชายไปทำบุญเสมอในช่วงวัดจัดงานประเพณีบูชาเสาอินทขิล พวกเราจะไปใส่ขันดอกบูชาเสาอินทขิลกันแทบทุกปี เลยล่ะค่ะ

ที่สำคัญ วัดนี้เป็นวัดที่คุณพ่อของน๋นได้มาบวชเมื่อตอนที่น๋นยังเป็นเด็ก ครอบครัวของเรา จึงค่อนข้างผูกพันกับวัดเป็นพิเศษ

วัดเจดีย์หลวงวรวิหารถือว่าเป็นวัดเก่าแก่ คู่บ้านคู่เมืองเชียงใหม่มานาน

วัดเจดีย์หลวงวรวิหาร
ตั้งอยู่ที่ ถนนพระปกเกล้า ตำบลพระสิงห์ อำเภอเมือง จังหวัดเชียงใหม่
วัด เจดีย์หลวงวรวิหาร มีชื่อเรียกหลายชื่อได้แก่ ราชกุฏาคาร วัดโชติการาม สร้างขึ้นในรัชสมัยของพระเจ้าแสนเมืองมา กษัตริย์ลำดับที่ 7 แห่งราชวงศ์มังราย
ไม่ปรากฏปีที่สร้างแน่ชัดสันนิษฐานว่าวัดแห่งนี้น่าจะสร้างในปีพุทธศักราช 1934
วัดเจดีย์หลวงเป็นพระอารามหลวงแบบโบราณพญาแสนเมืองมาเริ่มสร้างเจดีย์หลวง เพื่ออุทิศส่วนกุศลถวายแด่พระราชบิดาคือ พญากือนา สร้างไม่เสร็จก็สิ้นพระชนม์ พุทธศักราช 1984-2030 พญาติโลกราชบูรณะเพิ่มเติมสร้างเสริมให้สูง 80 เมตรฐานสี่เหลี่ยมกว้างด้านล่ะ 56 เมตร ปรับรูปทรงเป็นแบบโลหะปราสาทของลังกา รูปลักษณ์ทรงเจดีย์แบบพุกาม พุทธศักราช 2038-2068 พญาเมืองแก้วบูรณะอีกครั้ง ขยายฐานให้ใหญ่ขึ้น พุทธศักราช 2088 พระนางจิระประภา เกิดพายุแผ่นดินไหวยอดเจดีย์พังทลายลงมา พุทธศักราช 2337 พระเจ้ากาวิละวงศ์ย้ายเสาอินทขิล (หลักเมือง) มาสร้างในไว้ในวัดเจดีย์หลวงให้มีพิธีสักการะบูชาทุกปี แต่เดิมวัดเจดีย์ หลวง ชื่อ “โชติการามวิหาร” แปลว่า พระอารามที่มีแต่ความรุ่งเรืองสว่างไสว เนื่องจากเป็นสถานที่บรรจุพระเกศาธาตุ และพระธาตุขององค์สมเด็จพระสัมมา สัมพุทธเจ้า มีเรื่องเล่าต่อกันมาว่า ในกาลครั้งหนึ่ง เมื่อพระเจ้าอโศกมหาราช ส่งสมณะทูต 8 รูป ภายใต้การนำ พระโสณะ และ พระอุตตะระ เข้ามาเผยแผ่พระพุทธศาสนาในเขตสุวรรณภูมิ รวมทั้งภูมิภาคนี้ด้วย ได้นำเอาพระบรมธาตุมาบรรจุไว้ในองค์เจดีย์องค์เล็กสูง 3 ศอก ที่สร้างขึ้น ณ บริเวณอันเป็นที่ตั้งของพระธาตุเจดีย์หลวงในปัจจุบัน ในเวลานั้นมีชายผู้หนึ่ง มีใจเลื่อมใส ได้แก้เอาผ้าห่มชุบน้ำมันจุดบูชา และได้ทำนายว่า ต่อไปในภายภาคหน้า ตรงนี้จะเป็นอารามใหญ่ชื่อ โชติการาม พวกลัวะ ทั้งหลายเอาข้าวของบูชาพระธาตุพระพุทธเจ้า จึงก่อเจดีย์หลังหนึ่งสูง 3 ศอกไว้เป็นที่สักการบูชา

สิ่งสำคัญที่น่าสนใจภายในวัดเจดีย์หลวง
1. กู่หลวงหรือเจดีย์หลวง
2. พระพุทธไสยาสน์พระนอน
3. เสาอินทขิล (หลักเมือง)
4. กู่พระมหาหมื่น พระนักปราชญ์ด้านประวัติศาสตร์และโบราณคดีพระสงฆ์ผู้รวบรวมและรักษาคัมภีร์ ใบลานในวัดหอธรรม วัดเจดีย์หลวงจนทำให้มีตำนานพื้นเมืองส่วนหนึ่งอ่านกันในปัจจุบัน

5. พระพุทธรูปพระอัฎฐารส พระประธานในพระวิหารหลวงหล่อด้วยสำริดปางห้ามญาติสูง 18 ศอก พระนางติโลกจุฑาเทวี ราชมารดาของพญาสามฝั่งแกนโปรดฯ ให้หล่อขึ้น

วัดเจดีย์หลวง หรือ “โชติการาม” หรือ “ราชกูฏา” หรือ “กุฏาราม” ก็เรียก เป็นวัดที่ตั้งอยู่ใจกลางเมืองเชียงใหม่ เลขที่ ๑๐๓ ถนนพระปกเกล้าฯ ตำบลพระสิงห์ อำเภอเมือง จังหวัด เชียงใหม่ นับเป็นวัดสำคัญมากวัดหนึ่งของเมืองเชียงใหม่มาตั้งแต่อดีต เป็นที่ตั้งของเสาหลักเมืองเชียงใหม่ นอกจากนี้ ยังเป็นแหล่งศูนย์กลางการบริหารคณะสงฆ์ฝ่ายธรรมยุตในภาคเหนือ วัด นี้สร้างขึ้นในสมัยพระญาแสนเมืองมา กษัตริย์ในราชวงศ์มังรายองค์ที่ ๗ ไม่ปรากฏปีที่สร้างแน่ชัด และได้รับสร้างต่อมาในสมัยพระญาติโลกราช (พ.ศ.๒๐๒๒ – ๒๐๒๔) การที่ถูกเรียกชื่อว่า “วัดเจดีย์หลวง” เนื่องจากมีพระธาตุเจดีย์องค์ใหญ่ (“หลวง” หมายถึง ใหญ่)

โบราณวัตถุสถานที่สำคัญภายในบริเวณวัดเจดีย์หลวง
๑. พระธาตุเจดีย์หลวง เป็นพระธาตุเก่าแก่ที่ก่อสร้างขึ้นเมื่อ พ.ศ.๑๙๓๔ สมัยพระเจ้าแสน เมืองมา นับเป็นพระธาตุที่มีความสูงใหญ่ที่สุดในอาณาจักรล้านนา คือ ประมาณ ๘๐ เมตร ฐานเป็นรูปสี่เหลี่ยมจตุรัส กว้างด้านละ ๖๐ เมตร ปัจจุบันมีอายุกว่า ๖๐๐ ปี
๒. พระวิหาร พระอุโบสถ พระวิหารหลวง หรือพระวิหารกลาง ปัจจุบันเป็นทั้งพระอุโบสถ ด้วย ตั้งอยู่ห่างพระธาตุเจดีย์หลวงประมาณ ๑๕.๘๔ เมตร ไปทางทิศตะวันออก เป็นสถาปัตยกรรมทรงล้านนาประยุกต์ ส่วนอุโสถหลังเก่าศิลปะแบบล้านนาดั้งเดิมที่อยู่หลังวัด ด้านตะวันตกขององค์เจดีย์หลวงได้เลิกใช้งานตั้งแต่ปี ๒๕๒๒ เพราะคับแคบเกินไป วิหารที่วัดเจดีย์หลวงนี้หลังแรกซึ่งสร้างครั้งแรก โดยพระนางติโลกจุฑา พระราชมารดาของพระเจ้าสามฝั่งแกนเมื่อปี พ.ศ.๑๙๕๔ พร้อมทั้งได้หล่อพระอัฏฐารสพุทธปฏิมาประธานและพระอัครสาวกโมคคัลลาน์ สารีบุตร ไว้ในพระวิหาร ต่อมาในปี พ.ศ.๒๐๑๗ พระเจ้าติโลกราชให้รื้อวิหารหลังเก่าแล้วสร้างวิหารหลังใหม่ มีขนาดกว้าง ๙ วา ยาว ๑๙ วา ขึ้นแทนมาในปี พ.ศ.๒๐๕๘ พระเมืองแก้วให้รื้อวิหารหลังเก่าแล้วสร้างขึ้นใหม่ในที่เก่าอีก ครั้นถึงสมัยพระเมกุฏิสุทธิวงศ์ไฟได้ไหม้วิหารเสียหายจึงต้องรื้อแล้วสร้าง ใหม่ทับที่เดิมอีกครั้ง ต่อมาในยุคเจ้าหลวงอินทวิชยานนท์ เจ้าผู้ครองนครเชียงใหม่องค์ที่ ๗ ราชวงศ์ทิพจักร ได้ รื้อวิหารหลังเดิม แล้วสร้างวิหารหลังใหม่ขึ้นที่เดิมอีก ซึ่งวิหารในยุคก่อน ๆ นั้นคงสร้างด้วยไม้ จึงมีการสร้างและรื้อถอนกันได้บ่อย ๆ ส่วนวิหารหลังปัจจุบันได้รับการสร้างขึ้นใหม่ในยุคเจ้าแก้วนวรัฐ ผู้ครองนครเชียงใหม่องค์ที่ ๙ โดยสร้างขึ้นหลังปี พ.ศ.๒๔๗๑
๓. พระอัฏฐารส เป็นพระพุทธรูปปั้นขนาดใหญ่ปางห้ามญาติ สูง ๑๘ ศอก หล่อด้วยทองสำริด มีพระอัครสาวก โมคคัลลาน์ สารีบุตร สร้างโดยพระนางติโลกะจุดา(ติโลกจุฑา) นอกจากนี้ยังมีพระพุทธรูปปางต่าง ๆ หลายขนาดอีกจำนวนมากประดิษฐานอยู่รายล้อมพระอัฏฐารส
๔. พระนอน หรือ พระพุทธไสยาสน์ เป็นพระพุทธรูปที่เก่าแก่คู่กับพระเจดีย์ แต่ไม่ปรากฏว่า สร้างขึ้นเมื่อใด และใครเป็นผู้สร้าง พระนอนองค์นี้สร้างด้วยอิฐฉาบปูนปิดทอง เมื่อเดือนตุลาคม พ.ศ.๒๕๓๖ ได้บูรณะใหม่ทาสีทองสำเร็จแทน มีพุทธลักษณ์สวยงามมาก หันเศียรสู่ทิศใต้ พระพักตร์หันเข้าหาองค์พระธาตุเจดีย์หลวง สูง ๑.๙๓ เมตร ยาว ๘.๗๐ เมตร อยู่ห่างจากพระเจดีย์หลวงไปทางทิศตะวันตก
๕. เจดีย์ขนาดเล็ก เป็นเจดีย์ฐานสี่เหลี่ยมแบบเชียงใหม่ มีอยู่ ๒ องค์ ตั้งอยู่กระหนาบ พระวิหารด้านเหนือและด้านใต้ เยื้องไปทางด้านหน้าของวิหารหลวง
๖. พระอุโบสถ ตั้งอยู่ด้านทิศตะวันตกของเจดีย์หลวงและวิหาร เป็นพระอุโบสถขนาดเล็ก แบบพื้นเมืองเชียงใหม่ ก่ออิฐฉาบปูน
๗. เสาอินทขีล เชื่อกันว่าเป็นหลักเมืองเชียงใหม่ เดิมอยู่ที่วัดสะดือเมือง (วัดอินทขีล หรือวัดสะดือเมือง ข้างศาลากลางหลังเก่า) ปัจจุบันเป็นที่ตั้งหอประชุมติโลกราช พระเจ้ากาวิละเจ้าผู้ครองนครเชียงใหม่ องค์ที่ ๑ (พ.ศ.๒๓๒๔ – ๒๓๕๘) ในราชวงศ์ทิพจักร โปรดให้ย้ายเสาอินทขีล จากวัดสะดือเมือง มาไว้ ณ วัดเจดีย์หลวง เมื่อ พ.ศ.๒๓๔๓
๘. บ่อเปิง เป็นบ่อน้ำใหญ่ ลึก ก่อด้วยอิฐกันดินพังไว้อย่างดี คำว่า “เปิง” แปลว่า คู่ควร-เหมาะสม เป็นบ่อใหญ่สมกับที่ขุดขึ้นมาเพื่อนำมาใช้ในการก่อสร้างพระธาตุเจดีย์หลวง ซึ่งในสมัยที่พระเจ้าติโลกราช ทรงสร้างเสริม พระธาตุเจดีย์หลวง (พ.ศ.๒๐๒๒ – ๒๐๒๔) นั้น ทั่วทั้งวัดเจดีย์หลวงมีบ่อน้ำถึง ๑๒ บ่อ ต่อมาถูกถมไปเพื่อเอาพื้นที่สร้างถาวรวัตถุ
๙. พระมหาสังกัจจายน์ ประดิษฐานอยู่ในวิหารหลังเล็ก อยู่ห่างจากพระธาตุเจดีย์ไปทาง ทิศเหนือ เชื่อว่ามีความเก่าแก่พอ ๆ กับพระนอน ปัจจุบันพระสังกัจจายน์มี ๒ องค์ องค์ใหม่อยู่ด้านหน้าวัด ติดกับวัดพันเตา สร้างเมื่อประมาณ ๓๐ กว่าปีมานี้เอง
๑๐. ต้นยางใหญ่ ในวัดเจดีย์หลวงมีต้นยางใหญ่ ๓ ต้น กล่าวกันว่าอายุกว่า ๒๐๐ ปี

๑๑. กุมภัณฑ์ มีอยู่ ๒ ตน สร้างไว้เพื่อให้คอยรักษาเสาอินทขีล ตนหนึ่งอยู่ด้านหน้าวัด
๑๒. หอธรรม เมื่อปี พ.ศ.๒๐๑๗ พระเจ้าติโลกราช ได้ทรงสร้างพระวิหารหลวงขึ้นใหม่ พร้อมทั้งให้สร้างหอธรรม (หอพระไตรปิฏก) ไว้ทางด้านเหนือขององค์พระธาตุเจดีย์
๑๓. กุฏิแก้วนวรัฐเป็นกุฏิหลังแรกของวัด สร้างด้วยไม้สักทั้งหลัง เจ้าแก้วนวรัฐสร้างถวาย เมื่อปี พ.ศ.๒๔๗๑ วัดเจดีย์หลวงทางกรมศิลปากรได้ประกาศขึ้นทะเบียนเป็นโบราณสถานเมื่อวันที่ ๑๙ เมษายน พ.ศ.๒๕๐๓

เพื่อนๆ สามารถดูภาพ ประกอบได้ค่ะ

เนื่องจากวัดเจดีย์หลวงวรวิหาร มีประวัติสำคัญและมีสิ่งสำคัญมากมาย
น๋นจึงมีเรื่องราวที่อยากให้เพื่อนๆได้รู้จักมากหน่อยนะคะ

เชื่อได้ว่า หากเพื่อนๆ ได้ไปเดินสำรวจจะต้องใช้เวลาเกิน 1 ชั่วโมงอย่างแน่นอน น่าชื่นชมไปหมด…ตรงนู้นก็ดี ตรงนี้ก็น่าอ่าน …เรียกว่า เราจะเดินเพลินจนลืมเวลาไปเลยล่ะค่ะ

ถ้ามีโอกาสลองไปชมด้วยตาของตัวเองสิค่ะ ( ‾‿‾✿)

น๋นขอขอบคุณภาพสวยๆ และข้อมูลดีดี จาก :
http://bookdesign.multiply.com/
http://imagevn.multiply.com/
http://thaiarch.blogspot.com/
http://bookdesign.multiply.com/
http://imagevn.multiply.com/
http://thaiarch.blogspot.com/
http://www.cnxwalkingstreet.com/

05 วัดอินทขิล

with 7 comments

มาแล้วจ้าา

วัดที่อยู่บนเส้นทางของถนนคนเดินเชียงใหม่ คือ วัดอินทขิล ค่ะ

น๋นนำภาพทั้งขณะที่ยูรณะวัด ภาพเมื่อบูรณะจนสำเร็จ

และภาพแบบ art ในยามค่ำคืน ….

…เชิญเพื่อนๆ เยี่ยมชมอัลบั้มของน๋นที่จัดทำขึ้นได้แล้ววววว…… (^____^)

วัดอินทขิล

วัดนี้ตั้งอยู่บริเวณสะดือเมืองของจังหวัดเชียงใหม่ ชาวบ้านจึงเรียกว่า วัดสะดือเมือง
ในตลอดรัชสมัยของพระมหากษัตริย์แห่งราชวงศ์มังรายวัดสะดือเมืองได้เจริญรุ่งเรืองขึ้นโดยลำดับ ก่อนที่จะเป็นวัดร้างภายหลังล้านนาถูกพม่าเข้าปกครอง จนถึงปี พ.ศ.2343 พระเจ้ากาวิละ ปฐมกษัตริย์แห่งราชวงศ์เจ้าเจ็ดตน เจ้าผู้ครองนครเชียงใหม่องค์แรก ได้ขับไล่พม่าออกจากดินแดนล้านนาและได้ฟื้นฟูเมืองเชียงใหม่ขึ้น ได้ย้ายเสาอินทขิลจากวัดอินทขิลมาประดิษฐานอยู่ ณ วัดเจดีย์หลวง พร้อมกับบูรณะฟื้นฟูวัดอินทขิล โดยได้สร้างวิหารคล่อมฐานเดิม อัญเชิญพระอุ่นเมือง (หลวงพ่อขาว) มาประดิษฐานเป็นพระประธานในวิหาร
วัดอินทขิล ได้เจริญรุ่งเรืองมีพระสงฆ์จำพรรษาตลอดเรื่อยมา จากเอกสารสำรวจวัดในสมัยครูบาปัญญา เจ้าอาวาสวัดหัวข่วง พ.ศ.2425 ยังปรากฏชื่อวัดอินทขิลอยู่ สันนิษฐานว่าวัดอินทขิลได้กลายเป็นวัดร้างในสมัยพระเจ้าอินทวิชยานนท์ เจ้าผู้ครองนครเชียงใหม่องค์ที่ 7 (พ.ศ.2416-2439) ซึ่งเป็นยุคเริ่มต้นของการรวมศูนย์เข้ากับส่วนกลางให้เป็นส่วนหนึ่งของสยาม ประเทศ เจ้านายฝ่ายเหนือถูกลดบทบาทลงอย่างมาก ต้องแบ่งเงินภาษีอากรส่งไปส่วนกลาง วัดจึงขาดการทำนุบำรุง พระสงฆ์ก็ขาดการอุปถัมภ์ วัดอินทขิลหรือวัดสะดือเมืองจึงตกอยู่ในสภาพรกร้าง
กระทั่งปัจจุบัน คงเหลือหลักฐานทางโบราณคดีของวัดอินทขิลปรากฏอยู่บริเวณด้านทิศใต้ของหอศิลป วัฒนธรรมเมืองเชียงใหม่ (ศาลากลางหลังเก่า) คือองค์พระเจดีย์ทรงสี่เหลี่ยมและวิหารพระเจ้าอุ่นเมือง (หลวงพ่อขาว)
วัดอินทขิล หรือ วัดสะดือเมือง สันนิษฐานว่าสร้างขึ้นในช่วงต้นของประวัติศาสตร์ล้านนา ราวพุทธศตวรรษที่ 19 ประกอบด้วยโบราณสถานที่สำคัญคือ

  • เจดีย์ทรงแปดเหลี่ยม พงศาวดารโยนกและตำนานพื้นเมืองเชียงใหม่ กล่าวว่าบริเวณที่สร้างเจดีย์แปดเหลี่ยมเคยเป็นสถานที่พญามังรายต้องอัสนี บาตสวรรคต ต่อมาพระยาไชยสงคราม ราชโอรสทรงสร้างเจดีย์บรรจุพระอัฐิไว้ จากรูปแบบสถาปัตยกรรมของพระเจดีย์ที่ปรากฏอยู่ภายในบริเวณศาลากลางหลังเก่า เป็นเจดีย์ทรงกลมผสมเรือนธาตุแปดเหลี่ยม องค์ระฆังคว่ำ ซึ่งนิยมสร้างกันมากในสมัยหริภุญไชย ซึ่งพบที่วัดจามเทวี จังหวัดลำพูน ดังนั้นจึงสันนิษฐานว่า เจดีย์ดังกล่าวน่าจะสร้างขึ้นในช่วงเวลาเดียวกันคือราวต้นพุทธศตวรรษที่ 19
  • เจดีย์ทรงสี่เหลี่ยม ด้านหลังวิหารพระเจ้าอุ่นเมือง(หลวงพ่อขาว) เป็นเจดีย์ ทรงกลมฐานสี่เหลี่ยม มีอายุราวพุทธศตวรรษที่ 20-21 แต่เจดีย์องค์ในที่ถูกห่อหุ้มเป็นเจดีย์แบบสี่เหลี่ยมที่ได้รับอิทธิพลมาจาก หริภุญไชยคือ เจดีย์เชียงยันในวัดพระธาตุหริภุญไชย
  • วิหารพระเจ้าอุ่นเมือง(หลวงพ่อขาว) ตามตำนานเชื่อว่า วัดอินทขิลเป็นสถานที่พญามังรายต้องอัศนีบาตจนสิ้นพระชนม์ สำหรับวิหารของพระเจ้าอุ่นเมืองนั้น คงสร้างขึ้นคล่อมฐานเดิมพร้อม ๆ กับการสร้างเจดีย์องค์นอกที่ห่อหุ้มองค์ในประมาณ พ.ศ.2380 สมัยของพระเจ้ากาวิละ ลักษณะเป็นวิหารโถง ผังเดิมเป็นแบบสี่เหลี่ยมผืนผ้า โดยมีหลวงพ่อขาวประดิษฐานเป็นพระประธานหันหน้าไปทางทิศตะวันออก
น๋นขอขอบคุณข้อมูลดีดีจาก
http://impressionismphoto.com/
http://www.bloggang.com/
http://www.lannacorner.net/
www.chiangmainews.co.th
http://www.fotoartspace.com/

04 วัดชัยพระเกียรติ

with 7 comments

วันนี้เรามาเที่ยววัดในลำดับที่สี่ ที่อยู่เส้นทางถนนฅนเดินเชียงใหม่กันค่ะ

ประวัติวัดชัยพระเกียรติ

วัดชัยพระเกียรติ เดิมมีชื่อว่า วัดชัยผาเกียรติ์ สิ่ง ก่อสร้างที่อยู่ภายในวัดปัจจุบันเป็นของใหม่ทั้งหมด น่าจะเป็นเพราะโบราณสถานโบราณวัตถุภายในวัดผุพังไป จึงมีการบูรณะปลูกสร้างกันขึ้นมาใหม่ อย่างไรก็ตาม วัดชัยพระเกียรติก็ยังมีหลักฐานว่าเป็นวัดที่สร้างมาตั้งแต่ สมัยโบราณ ยุคราชวงศ์มังรายตอนกลางเท่าที่หลักฐานการค้นพบ ปรากฏชื่อของวัดชัยผาเกียรติ์ในโคลงนิราศหริภัญไชย จากประวัติของวัดที่ปรากฏ ในหลักศิลาจารึกหน้าพระวิหารที่สร้างขึ้นใหม่ ระบุว่าวัดชัยพระเกียรติเป็นพระอารามของนครเชียงใหม่มาแต่โบราณกาลสมัย พระเมกุฏิวิสุทธิวงค์ กษัตริย์เชียงใหม่จะทรงทำนุบำรุงวัดนี้มาจนถึงเจ้าผู้ครองนครเชียงใหม่ลำดับ สุดท้ายของราชวงศ์มังราย
ส่วนการสร้างพระประธานในวิหารนั้น พระมหาจิรประภา กษัตริย์ราชวงศ์มังรายลำดับที่ 15 ทรงสร้างขึ้น เพื่อเป็นอนุสาวรีย์ถวายแด่สมเด็จพระชัยราชาธิราชกษัตริย์ในวงศ์สุวรรณภูมิ ซึ่งปกครองกรุงศรีอยุธยาระหว่าง พุทธศักราช 2081-2088  น้ำหนักทองที่หล่อ พระพุทธรูปองค์นี้มีอยู่ 5 ตื้อ 1 ตื้อ เท่ากับ 10 โกฏิ น้ำหนักทอง 5 ตื้อ  จึงเท่ากับ 50 โกฏิ จึงเรียกพระนามว่า “พระเจ้าห้าตื้อ” ที่ฐานของ พระพุทธรุปด้านหน้าเป็นอักษรพม่าส่วนด้านหลังเป็นอักษรพื้นเมืองเชียงใหม่  แสดงให้เห็นสมัยนั้นพม่ามีอิทธิพลควบคุมล้านนามาก ในสมัยพระเมกุฏิล้านนาเกิดการระส่ำระส่ายเป็นอย่างมาก ได้รับการกดขี่จากพม่าราษฏรได้รับความเดือดร้อนถูกสั่งเกณฑ์แรงงานเก็บภาษี มากจนทำให้เกิดความเดือดร้อน เมื่อล้านนาตกเป็นของพม่า พม่าเริ่มมีอิทธิพลทางด้านต่างๆ มากมายเช่นประเพณีต่างๆ แต่กษัตริย์พม่านั้นมีความเลื่อมใสทางพุทธศาสนา

จะเห็นได้ว่าทรงโปรดให้มีการอุปสมบทกุลบุตรอาราธนาพระภิกษุสงฆ์ทั้งคณะ วัดป่าแดงและคณะวัดสวนดอกไม้ไปแสดงธรรมถวายด้วย พม่าพยายามปฏิบัติตามจารีตประเพณี ดังปรากฎในหลักศิลาจารึกวัดเชียงมั่น จึงมีผลทำให้วัฒนธรรมประเพณีได้รับการผสมกลมกลืนกับประเพณีและวัฒนธรรมของ พม่า ต่อมาพ่อค้าชาวพม่าที่เดินทางเข้ามาค้าขายในเชียงใหม่ก็มักจะมาบูรณะ ปฏิสังขรณ์หรือสร้างวัดวาอารามให้เป็นศิลปะแบบพม่า โดยช่างฝีมือพม่า ทำให้รูปแบบของสถาปัตยกรรมมีลักษณะแบบพม่า ในสมัยต่อมาเมื่อมีการสร้างวัดก็ยังคงสร้างให้มีรูปแบบพม่าทำให้เกิดความ เข้าใจผิดอยู่เสมอว่าเป็นศิลปะพื้นเมือง จิตรกรรมฝาผนังตามวัดในเชียงใหม่ก็เขียนยอดประสาท เป็นยอดปราสาทแบบพม่าซึ่งก็เป็นอิทธิพลที่พบในพุทธศาสนา  ชาวพม่าก็ยังนับถือผีสางเทวดาควบคู่กันไปด้วยจนเกิดประเพณีว่าเมื่อสร้างวัด หรือปฏิสังขรณ์วัดก็จะมีการอุทิศส่วนกุศลให้แก่ผีสางเทวดาและอัญเชิญให้คุ้ม ครองตนเองด้วย
สิ่งที่น่าสนใจ คือ วิหาร เป็นวิหารที่สร้างขึ้นใหม่ทดแทนของเดิมที่ผุพังไปหน้าบันทำเป็นลายพันธุ์พฤกษา ประดับด้วยช่อฟ้า ใบระกา และหางหงส์ทำเป็นรูปพญานาค
อีกสิ่งคือ เจดีย์ ประกอบด้วยฐานเชียงสี่เหลี่ยม รองรอบฐานบัวลูกแก้วสี่เหลี่ยมย่อเก็จ ถัดขึ้นไปเป็นชั้นมาลัยเถาเหลี่ยมซ้อนกันห้าชั้น รับองค์ระฆังกลม บัลลังก์ย่อเหลี่ยม ปล้องไฉน ปลียอดและฉัตร
♥ ♥แม้ว่าจะเป็นวัดที่เป็นสิ่งปลูกสร้างใหม่แต่ก็สวย ควรแก่การเยี่ยมชมค่ะ น๋นว่า วัดนี้ก็มีเอกลักษณ์ ชมเพลินไปเลยค่ะ ♥♥
อ้อ…อีกอย่างค่ะ ที่ลืมไม่ได้ ชาวล้านนาในปัจจุบัน มักจะมาทำบุญในโอกาสพิเศษที่วัดนี้ด้วยชื่ออันเป็นมงคลของวัดไงค่ะ

ครอบครัวของน๋นก็มาทำบุญที่วัดนี้ด้วยเหตูผลเดียวกันนี้แหละค่ะ ♥
น๋นขอขอบคุณภาพสวยๆ และข้อมูลบางส่วน จาก
http://www.bloggang.com/mainblog.php
http://imagevn.multiply.com/photos
http://www.cnxwalkingstreet.com/

03 วัดศรีเกิด

with 6 comments

ลำดับ 3. วัดศรีเกิด (วัดที่อยู่บนเส้นทางถนนฅนเดินเชียงใหม่-ท่าแพ)

วันนี้น๋นพาไปชมวัดในลำดับที่ 3 วัดศรีเกิด วัดนี้มีอายุยาวนานหลายร้อยปี ไม่ปรากฏหลักฐานชัดเจนว่าใครเป็นผู้สร้าง ในวัน เดือน ปีไหนและเมื่อไร

ในส่วนด้านในวิหารก็จะมีพระเจ้าแค่งคม ประวัติกล่าวไว้ว่า ในปี พ.ศ.2027 ปีเถาะ วันพุธ ขึ้น 3 ค่ำเดือน 8 พระเจ้าสิริธรรมจักรพรรดิพิลกราชาธิราช (พระเจ้าติโลกราช) กษัตริย์นครเชียงใหม่ล้านนา รัชกาลที่ 10 แห่งราชวงศ์มังราย ทรงมอบภาระให้สีหโคตเสนาบดีและมหาอำมาตหล่อพระพุทธรูปทองสัมฤทธิ์องค์ใหญ่ โดยมีทองสัมฤทธิ์หนักประมาณสาม สิบสามแสน (3,300,000) ประมาณ 3,960 กก.ขนาดหน้าตักกว้าง 94 นิ้ว (2.39 เมตร) สูง 112 นิ้ว (2.85 เมตร) โดยมีลักษณะเหมือนพระพุทธรูปแบบ ลวปุระ (ศิลปะแบบลพบุรี) หล่อที่วัดป่าตาลมหาวิหาร ตั้งอยู่ทางทิศตะวันตกเฉียงใต้ของนครเชียงใหม่ ครั้นเมื่อหล่อเสร็จแล้ว พระมหากษัตริย์ทรงอัญเชิญพระบรมสารีริกธาตุประมาณ 500 องค์ พร้อมกับพระพุทธรูปแก้วทองและเงิน จากหอพระธาตุส่วนพระองค์มาบรรจุไว้ในเศียรพระพุทธรูปองค์ใหญ่นี้

ซึ่งภายในบริเวณวัด มีต้นโพธิ์ขนาดใหญ่ ต้องใช้ท่อเหล็กค้ำยันกิ่ง ก้าน สาขาของต้นโพธิ์ ต้นโพธิ์ต้นนี้ก็มีประวัติบอกเล่าว่า เมื่อพญามังรายอยู่เวียงกุมกาม (ในเขตอำเภอสารภี) ยังมีพระมหาเถระเจ้าคณะหนึ่ง นำพระบรมธาตุพระพุทธเจ้ามาตั้งลังกาสิงหล ถวายแด่พญามังราย มีพุทธสารรีระธาตุสิบสององค์ พญามังรายบรรจุไว้ในพระเจดีย์กาดโถมองค์หนึ่ง อีกองค์หนึ่งบรรจุไว้ในพระเมาลี พระพุทธรูปองค์ใหญ่แล้วพญามังรายถวายทองคำห้าร้อย ฝากเจ้ามหาเถรไปบูชาพระศรีมหาโพธิ์ในเมืองลังกา เสร็จการทั้งปวงแล้ว พระมหาเถรเจ้าทั้ง 4 องค์ ก็กลับเมืองลังกา และนำเอาทองคำอันพญามังรายฝากไปนั้น บูชาพระศรีมหาโพธิ์ แล้วสัตยาธิษฐานว่า ผู้ข้าทั้งหลายจักเอาศาสนาพุทธเจ้าไปตั้งในเมืองล้านนา ผีว่าจักรุ่งเรื่องดังความปราถนา ขอให้ต้นศรีมหาโพธิ์ตกลงเหนือจีวรของข้า แต่ครั้นสิ้นคำอธิษฐานแล้ว พระเถระทั้ง 4 ก็ได้เมล็ดมหาโพธิ์ 4 ผล พระมหาเถระเจ้าจึงนำมาสู่ล้านนาไทยและถวายแด่พญามังราย พญามังรายได้นำไปปลูกไว้ยังพันนาทะกานต้นหนึ่ง อีกต้นหนึ่งถวายพระชนนีนาถผู้ชื่อว่า นางเทพคำขยาย นำไปปลูกไว้แทนไม้มะเดื่อที่อารามกาดโถม อีกต้นหนึ่งนำไปปลูกที่เมืองฝาง อีกต้นหนึ่งนำไปปลูกที่ต้นน่าง น่าจะเป็นวัดรั้วนางในปัจจุบันนี้

ไม้ศรีมหาโพธิ์ที่วัดศรีเกิดนั้น เชื่อกันว่าเป็นไม้ศรีมหาโพธิ์ ที่พระมหาเถระเจ้าคณะนั้นนำมาจากประเทศลังกา ยังไม่พบหลักฐานว่าได้นำมาปลูกในวัดศรีเกิดเมื่อใด

สิ่งที่น่าสนใจของวัดนี้ก็คือ

เป็นที่ประดิษฐานพระพุทธรูปโลหะปางมารวิชัย เดิมประดิษฐานอยู่ตามวัดป่าตาลมหาวิหารนานถึง ๓๑๙ ปี เรียก ชื่อว่า “พระเจ้าแข้งคม” หรือ “พระเจ้าแค่งคม” เนื่องจากพระชงฆ์เป็นสันแหลมยาวแตกต่างจากพระพุทธรูปองค์อื่นๆ ลักษณะคล้ายศิลปะแบบอู่ทองพระเจ้าติโลกราชทรงโปรดให้สร้างขึ้นเมื่อพุทธ ศักราช ๒๐๓๐

น๋นขอขอบคุณภาพสวยๆ และข้อมูลบางส่วน จาก
http://www.votedwat.com/
http://www.geocities.com/
http://www.dannipparn.com/
http://www.danpranipparn.com/
http://www.thechiangmai.com/
http://www.cnxwalkingstreet.com/

02 วัดทุงยู

with 8 comments

วันนี้ น๋นจะพาเพื่อนๆ ไปเยี่ยมชม วัดลำดับที่ 2 ที่อยู่บนเส้นทางถนนฅนเดินเชียงใหม่-ท่าแพ ค่ะ

วัดทุงยู – วัดตุยยู วัดทุยยู   อ้างอิงจาก http://www.santidham.com/CM1/TempleCM.php

วัดทุงยู สันนิษฐานสร้างเมื่อปี พ.ศ. 2019 เดิมชื่อ วัดตุงยู คำว่า “ทุยยู”ปรากฏในวรรณกรรมและกฎหมายโบราณ หมายถึง

ร่มที่เป็นเครื่องประดับยศเจ้านาย วัดทุงยูเป็นวัดเก่าแก่มาตั้งแต่สมัยราชวงศ์มังราย พบชื่อในโครงนิราศหริภุญไชย ซึ่งเขียนประมาณ
พ.ศ. 2060 วัดทุงยูได้รับการบูรณะและฟื้นฟูจากเจ้าหลวงเชียงใหม่สืบต่อมาดังปรากฏ พ.ศ. 2452 เจ้าอินทรวโรรสสุริยวงษ์ เจ้าหลวงเชียงใหม่องค์ที่ 8 โปรดสร้างฉัตรพระเจดีย์ วิหารมีโก่งคิ้วเป็นรูปโค้งไม่มีรวงผึ้ง หน้าบันประดับปูนปั้นลวดลายเครือเถาประดับกระจกอังวะ เจดีย์ทรงกลม ตั้งบนเรือนธาตุฐานสี่เหลี่ยม มีการบูรณะโดยเป็นรูปแบบอิทธิพลทรงพม่า อุโบสถขนาดเล็กกรุด้วยหินอ่อน
ข้อมูลจาก : http://www.chiangmainews.co.th/cmndc_open.php?nid=50

ตำแหน่งที่ตั้ง อยู่ฝั่งตรงข้ามทางด้านทิศเหนือกับวัดศรีเกิดและโรงพักกองเมืองเชียงใหม่: หรือ อยู่ทางด้านทิศตะวันออกของ วัดพระสิงห์ที่อยู่ เลขที่ ๑ บ้านทุงยู ถนนราชดำเนิน ตำบลศรีภูมิ  อำเภอเมือง จังหวัดเชียงใหม่ สังกัดคณะสงฆ์มหานิกาย

ประวัติความเป็นมา
วัดพวกทุงยู สร้างขึ้นเมื่อ พ.ศ. ๒๑๑๙ เดิมชื่อวัด ตูยยู หรือ วัดทุยยู ชาวบ้านเรียกกันว่า วัดบ้านทุงยู ได้รับพระราชทานวิสุงคามสีมา เมื่อ วันที่ ๒๖ ตุลาคม พ.ศ. ๒๕๑๖  การบริหารและการปกครอง มีเจ้าอาวาส เท่าที่ทราบนาม คือ
รูปที่ ๑ พระอุตตมปัญญา (ครูบาอุตตมะ)
รูปที่ ๒ ครูบาจันทร์
รูปที่ ๓ ครูบาโพธา
รูปที่ ๔ พระอภัยสารทะ (อุทธา อภิวํโส)

อุโบสถ สร้างแบบล้านนาไทย ทำเป็นคอนกรีตหินอ่อนลงรักปิดทอง มีภาพฝาผนัง ช่อฟ้าใบระกา ทำด้วยไม้สักปิดทอง ที่ได้รับการบูรณะใหม่ โก่งคิ้วเป็นรูปโค้งไม่มีรวงผึ้งหน้าบันประดับปูนปั้นลวดลายเครือเถาประดับกระจกอังวะ ศาลาการเปรียญ กุฏิสงฆ์ วิหารทรงล้านนาไทย

ปูชนียวัตถุ
มีเจดีย์ทรงกลม เดิมเป็นแบบล้านนาตั้งบนเรือนธาตุ ต่อมาได้รับการบูรณะโดยเป็นรูปแบบอิทธิพลทรงพม่า – มอญ ค่ะ

วัดนี้บรรยากาศร่มรื่นมากๆ เลยค่ะ เพื่อนอย่าลืมเผื่อเวลาแวะเยี่ยมชมวัด ก่อนเดินช้อปถนนฅนเดินนะคะ

น๋นขอขอบคุณภาพสวยๆ และข้อมูลบางส่วน จาก
http://www.bloggang.com/mainblog
http://www.chiangmainews.co.th/
http://www.asiaexplorers.com/thailand/
http://www.richard-seaman.com/Travel/
https://picasaweb.google.com/
http://fr.fotopedia.com/albums
https://picasaweb.google.com/Sephiress
และ http://www.cnxwalkingstreet.com/

01 วัดพระสิงห์วรมหาวิหาร

with 7 comments

วันนี้ น๋นจะพาเพื่อนๆ มาเยี่ยมชม วัดพระสิงห์วรมหาวิหาร
วัดที่สวยงามและมีประวัติที่น่าศึกษาเป็นอย่างยิ่ง
วัดพระสิงห์วรมหาวิหาร พระอารามหลวงชั้นเอก ชนิดวรมหาวิหาร ตั้งอยู่ในบริเวณคูเมืองเชียงใหม่ถนนสามล้าน ตำบลพระสิงห์
จังหวัดเชียงใหม่ วัดนี้อยู่บริเวณหัวถนนที่เป็นจุดสิ้นสุดของถนนฅนเดินเชียงใหม่ค่ะ

วัดพระสิงห์วรมหาวิหาร เป็นวัดสำคัญวัดหนึ่งของเมืองเชียงใหม่ โดยเป็นประดิษฐานพระสิงห์ (พระพุทธสิหิงค์) พระพุทธรูปศักดิ์สิทธิ์
คู่บ้านคู่เมือง เป็นที่สักการะทั้งของชาวเชียงใหม่เองและคนไทยทั้งประเทศ ข้างหน้าจะมีอนุเสาวรีย์ครูบาศรีวิชัย ชาวเชียงใหม่
บางท่านอาจจะยังไม่รู้ว่า ครูบาศรีวิชัย ท่านเคยจำพรรษาอยู่ที่วัดนี้ สร้างขึ้นในปี พ.ศ 1888 หรือประมาณ 660 ปี โดยพญาผายูกษัตริย์องค์ที่ 7 ในราชวงค์มังราย เพื่อบรรจุอัฐิและพระอังคารของพระเจ้าคำฟู ผู้เป็นพระบิดา เดิมมีชื่อว่า “วัดลีเชียง” เพราะเในอดีตบริเวณวัดพระสิงห ์เดิมเป็นตลาด ชื่อ “กาดลีเชียง”

พระพุทธสิหิงค์ เป็นพระพุทธรูปศักดิ์สิทธิ์คู่เมืองเชียงใหม่และแผ่นดินล้านนา พระพุทธรูปเป็นศิลปะเชียงแสนรู้จักกันในชื่อ “เชียงแสนสิงห์หนึ่ง” ในเทศกาลวันสงกรานต์ของแต่ละปีทางจังหวัดเชียงใหม่จะมีพิธีอัญเชิญพระพุทธสิหิงส์ เคลื่อนขบวนไปตามถนนสายต่างๆ เพื่อให้ประชาชนได้สักการะและสรงน้ำพระตามประเพณีของชาวเหนือ  ซึ่งทำกันมาเป็นเวลาช้านาน ตั้งแต่รุ่นป้ออุ๊ยแม่อุ๊ยค่ะ

น๋นอยากให้เพื่อนที่มาเดินเล่นถนนฅนเดินเมื่อใด แวะไปสักการะบูชา เยี่ยมชมวัดนี้ที่อยู่คู่บ้านคู่เมืองเชียงใหม่ ทำให้การท่องเที่ยวเมืองเชียงใหม่เป็นการท่องเที่ยวที่มีคุณภาพมากยิ่งขึ้นอีกด้วยค่ะ

ป่ะ ….ไปชมกัน (~_~)

ขอขอบคุณ ภาพสวยๆ จาก
www.dhammathai.org
www.kammatan.com
www.bloggang.com
www.oknation.net
www.cnxwalkingstreet.com

วัดหมื่นล้าน

with 6 comments

วัดหมื่นล้าน

ตำบลศรีภูมิ เขต ๒ อำเภอเมืิอง จังหวัดเชียงใหม่
ตามว่าวัดหมื่นล้านเป็นวัดเก่าแก่วัดหนึ่งที่มีอายุการสร้างมาจนถึงปัจจุบัน เป็นเวลากว่า ๕๐๐ ปี วัดหมื่นล้านถูกสร้างขึ้นในปีมะเส็ง จ.ศ. ๘๒๒ (พ.ศ. ๒๐๐๒) ถึงปีมะเเม จ.ศ. ๘๒๕ (พ.ศ. ๒๐๐๕) ในรัชสมัยของพระเจ้าติโลกราช กษัตริย์ผู้ครองบัลลังก์ล้านนาประเทศในราชวงศ์มังรายหรือราชวงศ์เม็งราย ผู้สร้างวัดหมื่นล้านคือ “หมื่นโลกสามล้านขุนพลแก้ว” คู่บัลลังก์ของพระเจ้าติโลกราชซึ่งคนส่วนใหญ่รู้จักกันในนามของ “หมื่นด้ง” หรือ “หมื่นด้งนคร”

การสร้างวัดของหมื่นโลกสามล้านตามหลักฐานในคัมภีร์ประวัติศาสตร์กล่าวไว้้ ว่า หลังจากที่หมื่นโลกสามล้านได้ตีทัพอยุทธยาของสมเด็จพระบรมไตรโลกนาถให้
ถ่อยร่นจากสุโขทัยไปถึงกำแพงเพชรแล้ว หมื่นโลกสามจึงได้ทูลเเจ้งข่าวการมีชัยแก่พระเจ้าติโลกราช แล้วพระเจ้าติโลกราชจึงได้กรีฑาทัพหลวงตามไป ครั้นไปถึงแล้วจึงได้มีึำสั่งให้ หมื่นโลกสามล้านถอยทัพกลับไปรักษาการที่นครเวียงพิงค์แล้์ว เมื่อหมื่นโลกสามล้านกลับคืนมารักษาการยังนครเวียงพิงค์แล้ว จึงมีดำริกุศลเจตนาปราถนาจะสร้างวัดขึ้นวัดหนึ่ง เพื่ิอเป็นการสร้างกุศลอุทิศแก่แม่ทัพของอยุทธยาที่ผ่ายในการทำสงครามจนต้องเสียชีวิตในสนามรบตลอดถึงอุทิศส่วนบุญส่วนกุศลให้แก่บรรดาแม่ทัพนายกกองของล้านนาด้วย

วัดที่หมื่นโลกสามล้านได้ สร้างขึ้นตามหลักฐานบ่งชี้ไว้ว่า ไ้้ด้จัดหาสถานที่สร้างวัดขึ้นภายในกำแพง เมืองเบื้องบูรพาทิศ ห่างจากประตูเมืองไปยังใจกลางเมืง ๑๐๐ ขาธนู (๑ ขาธนูเท่ากับ ๑ วา) คือประมาณ ๑๐๐ วาในปีมะเส็ง จ.ศ. ๘๒๒ ตรงกับ พ.ศ. ๒๐๐๒ ครั้นถึงปีมะแม พ.ศ. ๒๐๐๕ จ.ศ. ๘๒๕ จึงได้ืทำการเฉลิมฉลองถวายเป็น พุืทธบูชา ธรรมบูชา สังฆบูชา

และตามข้อสันนิฐานของนักประวัติศาสตร์ได้สันนิฐานว่า วัดที่หมื่นโลกสามล้านไ้ด้สร้างขึ้นนั้นได้แก่ “วัดหมื่นสามล้าน” ในปัจจุบัน ทั้งนี้เพราะการสร้างวัด การขนานนามของวัดนิยมขนานนามของผู้สร้าง เช่น ชีปะขาวยอดชีปะขาวสวย สร้างวัดขึ้นมาแล้วได้ขนานนามวัดว่า วัดผ้าขาวน้อย วัดผ้าขาวหลวง แม้แต่วัดหมื่นเงินกอง ขุนเมธังและพระเจ้าแสนเมืองมา เป็นต้น

ฉะนั้นวัดหมื่นล้านจึงเป็นวัดที่หมื่นโลกสามล้านขุนพลแก้วคู่บัลลังก์ของ พระเจ้าติโลกราชกษัตริย์ล้านนาประเทศในสมัยราชวงศ์มังราย หรือ เม็งราย เป็นผู้สร้างโดยนำเอาพยางค์ต้นตำแหน่งคือ “หมื่น” และพยางค์ท้ายคือ “ล้าน”

ศิลปวัตถุ เช่น เจดีย์และลวดลายหน้าบันของพระวิหารที่มองเห็นส่วนใหญ่เป็นศิลปะแบบพม่านั้นทั้งนี้เนื่องจากในปี พ.ศ. ๒๔๖๐ หรือปีมะเส็ง จ.ศ. ๑๒๗๙ ได้มีคหบดีท่านหนึ่งคือ “หลวงโยนการพิจิตร” หรือที่ชาวบ้านเรียกว่า “ขุนหลวงโย” ซึ่งเป็นต้นตระกุลอุปโยคิน ได้สละืทุนทรัพย์ขึ้นมาทดแทนของเดิมที่หายไป ท่านจึงได้จัดการเจรจาตกลงกับท่านพระครูอนุสรณ์ศีลขันธ์เจ้าอาวาสในขณะนั้นขอเป็นเจ้าภาพบูรณะเสริมสร้างให้ดีขึ้น พร้อมทั้งขอเป็นเจ้าภาพบูรณะเจดีย์ของวัดเมื่อท่านพระึครูตกลงยินยอม ขุนหลวงโยจึงได้จัดการบูรณะเจดีย์ของวัดและสร้างเสริมมุขของวิหารออกมา เพื่อให้บันไดอยู่ในร่ม ฉะนั้นหน้าปันของมุขวิหารจึงมีลวดลายของพม่าปะปน ที่ได้อย่างชัดเจนคือ รูปนกยูงรำแผนอันเป็นสัญลักษณ์ของศิลปะพม่า ส่วนเจดีย์ไม่ต้องพูดถึง เพราะเห็ำนได้้ัชัดเจนอยู่แล้วว่าเป็นศิลปะพม่า โดยตรง

ข้อมูลจาก web : http://www.chiangmai-thailand.net/temple/10000_lan/10000_lan.html

วัดพันอ้น

with 9 comments

วัดพันอ้น

ที่ตั้งของวัด

วัดพันอ้น ตั้งอยู่เลขที่ 75 ถนนราชดำเนิน ตำบลพระสิงห์ อำเภอเมือง จังหวัดเชียงใหม่ 50200

โทร 0-5327-8418

พื้นที่ ของวัด

วัดพันอ้นตั้งอยู่ในเขต เทศบาลนครเชียงใหม่ มีพื้นที่ปรากฏตาม โฉนดที่ดิน เลขที่ 3526 มีเนื้อที่ทั้งหมด 3 ไร่ 1 งาน 43 ตารางวา ซึ่งมีเนื้อที่ติดกับสถานที่ต่างๆ ดังนี้

ทิศเหนือ จรดถนนราชดำเนิน

ทิศใต้ จรดกับคริสต์จักรสามัคคีธรรม และ บ้านพักคลังจังหวัดเชียงใหม่

ทิศตะวันออก จรดถนนราชดำเนินซอย 4

ทิศ ตะวันตก จรดถนนราชภาคินัย

วัดพันอ้นสร้างขึ้น เมื่อประมาณ พ.ศ.2044 ใน รัชสมัยของพระเจ้าศิริธรรมจักรพรรดิราช (พญาแก้วหรือพระเมืองแก้ว) กษัตริย์ล้านนาองค์ที่ 13 ในสมัยที่ล้านนาไทยยังเป็นอิสระอยู่ในราชวงค์มังรายมหาราช (ซึ่งเสวยราชย์สมบัติปี พ.ศ. 2038 – ปี พ.ศ. 2068 เป็นเวลา 30 ปี)ซึ่งตรงกับแผ่นดินกรุงศรีอยุธยายุคที่ 2 ในแผ่นดินของสมเด็จพระรามาธิปดีที่ 2
(ราชวงศ์สุพรรณภูมิ) ซึ่งเสวยราชปี พ.ศ. 2034 – พ.ศ. 2072 (เป็น ระยะเวลา 38 ปี)

ความหมายของชื่อวัด

คำว่า “พันอ้น” นั้น สันนิษฐานได้ว่าเป็นชื่อผู้สร้างวัดที่ถวายไว้กับพระพุทธศาสนาผู้สร้างเป็น ทหารหรือขุนนางที่มีบรรศักดิ์เป็น “พัน” เพราะคนในสมัยนั้นเมื่อตนเองประสบความสำเร็จในชีวิตมักจะสร้างวัดไว้เป็น อนุสรณ์ และนำชื่อของตนเองเป็นชื่อวัดที่ตนเองสร้างขึ้นด้วย และท่านคงมีนามว่า “อ้น” เมื่อสร้างวัดแห่งนี้เสร็จจึงให้นามว่า “วัดพันอ้น” ตามบรรดาศักดิ์และชื่อของท่าน ซึ่งปรากฏมีวัดจำนวนมากในตัวเมืองเชียงใหม่ที่นิยมใช้ชื่อผู้สร้างวัดเป็น ชื่อของวัดอยู่ด้วยเช่น

บริเวณ ที่ตั้งวัดพันอ้น นั้นแต่เดิมนั้นมีวัดอยู่ 2 วัดคือวัดพันอ้น และมีวัดข้างเคียงวัดหนึ่งชื่อว่า วัดเจดีย์ควัน เป็นวัดเล็กๆ อยู่ทางทิศตะวันตกของวัดพันอ้น สันนิษฐานว่าสร้างขึ้นในสมัยเดียวกันและก็เป็นวัดที่มีขนาดแล็กทั้งคู่ และบวกกับระยะนั้นเป็นยุคที่ล้านนารุ่งเรืองด้วยศิลปวัฒนธรรมอย่างยิ่ง มีการสร้างวัดวาอารามขึ้นมากมายในสมัยพระเมืองแก้วนี้ ต่อมาทั้งสองวัดได้รวมเป็นวัดเดียวกันคือ วัดเจดีย์ควันพันอ้น แต่คนทั่วไปมักจะเรียกง่าย ๆ ว่า วัดพันอ้น

จนถึงปี พ.ศ. 2474 ตรงกับสมัยพระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่ 7 ก่อนเปลี่ยนแปลงการปกครองแผ่นดินและสมัยเจ้าแก้วนวรัฐ เจ้าผู้ครองนครเชียงใหม่ องค์ที่ 9 (องค์สุดท้าย) คณะสงฆ์ สมัยนั้น คือหลวงพ่อพระอภัยสารทะ วัดทุงยู เป็นเจ้าคณะจังหวัดเชียงใหม่ ได้พิจารณาเห็นว่า วัดพันอ้น เป็นศูนย์กลางเหมาะสมที่จะตั้งเป็นสำนักเรียนประจำจังหวัดเชียงใหม่ แต่พื้นที่ไม่กว้างขวางและค่อนข้างคับแคบ จึงได้ขยายบริเวณวัดออกไปทางทิศตะวันตกซึ่งเป็นที่ของวัดเจดีย์ควันซึ่งตอน นั้นเป็นวัดร้าง ส่วนเจดีย์ควัน ปัจจุบันนี้สภาพของเจดีย์ไม่ปรากฏให้เห็น เพราะในปี พ.ศ. 2498 หลวงพ่อพระครูศรีปริยัตยานุรักษ์ ได้รื้อเจดีย์ออกแล้วสร้างศาลาการเปรียญแทนซึ่งปัจจุบันปรากฏให้เห็นเพียง หลุมเจดีย์เท่านั้น

ลำดับรายนามเจ้าอาวาส “วัดพันอ้น” ตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบัน (เท่าที่สืบค้นได้)

1. ครูบาคันธา พ.ศ. 2423 – 2443 รวมระยะเวลา 20 ปี

2. พระครูมหาวิกรม พ.ศ. 2443 – 2485 รวมระยะเวลา 42 ปี

3. พระครูศรีปริยัตยานุรักษ์ พ.ศ.2485–2526 รวมระยะเวลา 41 ปี

4. พระอธิการดวงดี ฐิตปุญโญ พ.ศ. 2526 – 2531 รวมระยะเวลา 6 ปี

5. พระครูนพบุรารักษ์ จอ. เชียงใหม่ (รก.) พ.ศ. 2531 – 2534 รวมระยะเวลา 3 ปี

6. พระครูอมรธรรมทัต พ.ศ. 2534 – ปัจจุบัน

แนวทางการอนุรักษ์วัดพันอ้น

เนื่องจากวัดพันอ้นเป็นวัดที่ค่อนข้างเก่าแก่มีประวัติ และมีสิ่งต่าง ๆ ภายในวัดที่น่าสนใจ มีความ ร่มรื่นเงียบสงบ เป็นวัดที่ตั้งอยู่ใจกลางเมืองเชียงใหม่ การคมนาคมสะดวกจึงมีนักท่องเที่ยวทั้งชาวไทยและชาวต่างชาติเข้ามาเที่ยวชม กันมากมาย จึงต้องมีแนวทางในการพัฒนาวัด ดังนี้

1.เป็นหน้าที่ของ เจ้าอาวาสที่จะต้องจัดแบ่งหน้าที่บุคคลากรภายในวัดให้ช่วยกันดูแลในเรื่อง ความสะอาดตามสถานที่ต่าง ๆ

2.วัดจัดทำแผ่นพับความรู้เกี่ยวกับวัด ที่เป็นทั้งภาษาไทย และภาษาต่างประเทศเพื่อให้นักท่องเที่ยวได้ศึกษาและทราบถึงความเป็นมาต่าง ๆ ภายในวัด

3.จัดวางกระถางต้นไม้ทั้งไม้ดอกไม้ประดับให้เป็นระเบียบ และสวยงาม

4.จัดวางโต๊ะม้านั่งหินขัดใต้ร่มไม้ภายในบริเวณวัดเพื่อ บริการให้ศรัทธาประชาชนมานั่งอ่านหนังสือหรือนั่งพักผ่อน

5.จัดแหล่ง เรียนรู้ให้ประชาชน เช่น ทำศาลาที่อ่านหนังสือพิมพ์, ต้นไม้พูดได้ ฯ

ข้อมูลจาก web : http://www.thaitravelcommunity.com/travelcommunity/%E0%B9%81%E0%B8%AD%E0%B9%88%E0%B8%A7-%E0%B8%AA%E0%B8%B0%E0%B8%AA%E0%B8%A1%E0%B8%9A%E0%B8%B8%E0%B8%8D/%E0%B8%A7%E0%B8%B1%E0%B8%94%E0%B8%9E%E0%B8%B1%E0%B8%99%E0%B8%AD%E0%B9%89%E0%B8%99-%E0%B9%80%E0%B8%8A%E0%B8%B5%E0%B8%A2%E0%B8%87%E0%B9%83%E0%B8%AB%E0%B8%A1%E0%B9%88/93.html

วัดพันเตา

with 11 comments

วัดพันเตา

ตั้งอยู่บนถนนพระปกเกล้า ติดกับวัดเจดีย์หลวง วิหารเดิมเป็นหอคำหรือท้องพระโรงหน้าของพระเจ้ามโหตรประเทศ เป็นอาคารเครื่องไม้แบบพื้นเมือง ซุ้มประตูประดับไม้แกะสลักรูปนกยูงอันเป็นสัญลักษณ์ของเจ้านายฝ่ายเหนือซึ่ง มองดูวิจิตรและสง่างาม

อยู่ในเขตตำบลพระสิงห์ อำเภอเมือง ฯ ไม่ปรากฏว่าสร้างขึ้นเมื่อใด มีเรื่องเล่าสืบต่อกันมาว่าได้ใช้เป็นที่ตั้งเตาหลอม ในการหล่อพระอัฏฐารสในวิหารวัดเจดีย์หลวง จึงได้ชื่อว่าวัดพันเตา ต่อมาประมาณปี พ.ศ. ๒๓๔๘ สาธุคัมภีระวัดพันเตาได้ถูกยกขึ้นเป็นสวามีสังฆราชาตั้งแต่นั้นมา วัดพันเตาคงมีความสำคัญมาก จนได้เป็นหัวหน้าหมวดอุโบสถ แม้แต่วัดเจดีย์หลวง ซึ่งเป็นวัดใหญ่ก็ยังขึ้นอุโบสถวัดพันเตาด้วย

วิหาร เป็นวิหารไม้สักขนาดใหญ่ มีลักษณะเป็นอาคารทรงพื้นเมืองล้านนา เดิมเป็นหอคำหรือคุ้มหลวงของเจ้ามโหตรประเทศ เจ้าผู้ครองเมืองเชียงใหม่ในราชวงศ์กาวิละ ลำดับที่ ๕ โดยเจ้าอินทวิชยานนท์ ได้รื้อและนำมาปลูกสร้างอุทิศถวาย
วัดพันเตาขึ้นทะเบียนโบราณสถาน และกำหนดขอบเขตของวัด เมื่อปี พ.ศ. ๒๕๒๐

คำว่า “พันเตา” ในอดีตคนเมืองเชียงใหม่ไม่ได้เรียกแบบนี้ แต่นิยมเรียกกันว่า “ปันเต้า” หรือ “พันเท่า” ซึ่งมีความหมายว่า ปริมาณที่เพิ่มพูนขึ้นมากมายเป็นร้อยเท่าพันเท่าเป็นการเขียนตามอักษรล้านนา แต่ออกเสียงว่า “ปันเต้า” แล้วจึงกลายมาเป็น “พันเท่า” ในเวลาต่อมา…

ตำนานและประวัติศาสตร์ ความเป็นมาบริเวณสี่แยกกลางเวียง และวัดพันเตานั้นมีความเกี่ยวข้องกันกับเชียงใหม่มาโดยตลอด อันจะลำดับได้ดังนี้

พระวิหารของวัดพันเตา เป็นสถานที่ศึกษาข้อมูลทางประวัติศาสตร์และศิลปกรรมท้องถิ่น เป็นที่ซึ่งรู้จักกันโดยทั่วไป จึงมีผู้ที่สนใจทั้งชาวไทยและนักท่องเที่ยวต่างชาติมาเข้าชมบริเวณของวัดพัน เตาเป็นจำนวนมากในแต่ละวัน

แต่ในสภาพแวดล้อมของวัดพันเตาปัจจุบัน ตั้งอยู่ในกลางเมืองเชียงใหม่ ท่ามกลางการจราจรที่แออัดบริเวณสี่แยกกลางเวียง ที่มีปัญหามลพิษทางอากาศและเสียง ขณะเดียวกันก็มีตึกแถวทางด้านเหนือสร้างงำ สูงกว่าพระวิหารหอคำ

พระวิหารหอคำและทัศนียภาพวัดพันเตาจึงอยู่ใน ภาพที่ถูกบดบังมาโดยตลอด

วัดพันเตา และบริเวณสี่แยกกลางเวียงเป็นสถานที่ทรงคุณค่ามีความสำคัญกับเมืองเชียงใหม่ ในด้านต่างๆดังนี้

1.ในด้านประวัติศาสตร์ เป็นแหล่งที่ศึกษาค้นคว้าประวัติศาสตร์กลางเวียงเชียงใหม่อีกทั้งมีจารึก เรื่องราวความเป็นมาของวัดพันเตาปรากฎในตำนานพื้นเมืองเชียงใหม่และตำรา เพื่อศึกษาต่างๆ ที่ล้วนแต่แสดงหลักฐานความต่อเนื่องกันของประวัติศาสตร์บริเวณนี้

2. ในด้านความทรงคุณค่าและแสดงเอกลักษณ์ในงานศิลปกรรมท้องถิ่นของพระวิหาร หอคำ โดยได้ขึ้นทะเบียนเป็นโบราณสถานแห่งชาติ ของกรมศิลปากร ทั้งปรากฎอยู่ในหลักฐานเอกสารทางวิชาการและทางราชการ จึงมีสถาบันฯต่างๆนำนักศึกษาเข้าชมเก็บข้อมูลงานศิลปกรรมล้านนาอยู่ทุกๆภาค เรียน

3.ในด้านซึ่งเป็นสถานที่ท่องเที่ยวทางวัฒนธรรม อันนักท่องเที่ยวชาวไทยและต่างชาติสนใจ มาเข้าชมบริเวณวัดเป็นจำนวนมากในแต่ละวัน (ซึ่งได้พบเห็นสภาพของวัดที่คับแคบยังไม่พร้อมกับการรองรับนักท่องเที่ยว)

ข้อมูลและภาพส่วนหนึ่งจาก web : http://webboard.tourthai.com/index.php?topic=2656.0

4 visitors online now
1 guests, 3 bots, 0 members
Max visitors today: 10 at 07:45 am UTC
This month: 27 at 11-08-2017 10:06 am UTC
This year: 53 at 01-13-2017 04:26 pm UTC
All time: 452 at 09-09-2014 04:56 pm UTC