06 วัดเจดีย์หลวงวรวิหาร

with 7 comments

วันนี้น๋นจะพาเพื่อนๆ ไปท่องวัด เจดีย์หลวงค่ะ ♥♥♥

วัดเจดีย์หลวง  เท่าที่น๋นจำความได้ คุณแม่มักจะพาพวกเรา คือน๋นและพี่ชายไปทำบุญเสมอในช่วงวัดจัดงานประเพณีบูชาเสาอินทขิล พวกเราจะไปใส่ขันดอกบูชาเสาอินทขิลกันแทบทุกปี เลยล่ะค่ะ

ที่สำคัญ วัดนี้เป็นวัดที่คุณพ่อของน๋นได้มาบวชเมื่อตอนที่น๋นยังเป็นเด็ก ครอบครัวของเรา จึงค่อนข้างผูกพันกับวัดเป็นพิเศษ

วัดเจดีย์หลวงวรวิหารถือว่าเป็นวัดเก่าแก่ คู่บ้านคู่เมืองเชียงใหม่มานาน

วัดเจดีย์หลวงวรวิหาร
ตั้งอยู่ที่ ถนนพระปกเกล้า ตำบลพระสิงห์ อำเภอเมือง จังหวัดเชียงใหม่
วัด เจดีย์หลวงวรวิหาร มีชื่อเรียกหลายชื่อได้แก่ ราชกุฏาคาร วัดโชติการาม สร้างขึ้นในรัชสมัยของพระเจ้าแสนเมืองมา กษัตริย์ลำดับที่ 7 แห่งราชวงศ์มังราย
ไม่ปรากฏปีที่สร้างแน่ชัดสันนิษฐานว่าวัดแห่งนี้น่าจะสร้างในปีพุทธศักราช 1934
วัดเจดีย์หลวงเป็นพระอารามหลวงแบบโบราณพญาแสนเมืองมาเริ่มสร้างเจดีย์หลวง เพื่ออุทิศส่วนกุศลถวายแด่พระราชบิดาคือ พญากือนา สร้างไม่เสร็จก็สิ้นพระชนม์ พุทธศักราช 1984-2030 พญาติโลกราชบูรณะเพิ่มเติมสร้างเสริมให้สูง 80 เมตรฐานสี่เหลี่ยมกว้างด้านล่ะ 56 เมตร ปรับรูปทรงเป็นแบบโลหะปราสาทของลังกา รูปลักษณ์ทรงเจดีย์แบบพุกาม พุทธศักราช 2038-2068 พญาเมืองแก้วบูรณะอีกครั้ง ขยายฐานให้ใหญ่ขึ้น พุทธศักราช 2088 พระนางจิระประภา เกิดพายุแผ่นดินไหวยอดเจดีย์พังทลายลงมา พุทธศักราช 2337 พระเจ้ากาวิละวงศ์ย้ายเสาอินทขิล (หลักเมือง) มาสร้างในไว้ในวัดเจดีย์หลวงให้มีพิธีสักการะบูชาทุกปี แต่เดิมวัดเจดีย์ หลวง ชื่อ “โชติการามวิหาร” แปลว่า พระอารามที่มีแต่ความรุ่งเรืองสว่างไสว เนื่องจากเป็นสถานที่บรรจุพระเกศาธาตุ และพระธาตุขององค์สมเด็จพระสัมมา สัมพุทธเจ้า มีเรื่องเล่าต่อกันมาว่า ในกาลครั้งหนึ่ง เมื่อพระเจ้าอโศกมหาราช ส่งสมณะทูต 8 รูป ภายใต้การนำ พระโสณะ และ พระอุตตะระ เข้ามาเผยแผ่พระพุทธศาสนาในเขตสุวรรณภูมิ รวมทั้งภูมิภาคนี้ด้วย ได้นำเอาพระบรมธาตุมาบรรจุไว้ในองค์เจดีย์องค์เล็กสูง 3 ศอก ที่สร้างขึ้น ณ บริเวณอันเป็นที่ตั้งของพระธาตุเจดีย์หลวงในปัจจุบัน ในเวลานั้นมีชายผู้หนึ่ง มีใจเลื่อมใส ได้แก้เอาผ้าห่มชุบน้ำมันจุดบูชา และได้ทำนายว่า ต่อไปในภายภาคหน้า ตรงนี้จะเป็นอารามใหญ่ชื่อ โชติการาม พวกลัวะ ทั้งหลายเอาข้าวของบูชาพระธาตุพระพุทธเจ้า จึงก่อเจดีย์หลังหนึ่งสูง 3 ศอกไว้เป็นที่สักการบูชา

สิ่งสำคัญที่น่าสนใจภายในวัดเจดีย์หลวง
1. กู่หลวงหรือเจดีย์หลวง
2. พระพุทธไสยาสน์พระนอน
3. เสาอินทขิล (หลักเมือง)
4. กู่พระมหาหมื่น พระนักปราชญ์ด้านประวัติศาสตร์และโบราณคดีพระสงฆ์ผู้รวบรวมและรักษาคัมภีร์ ใบลานในวัดหอธรรม วัดเจดีย์หลวงจนทำให้มีตำนานพื้นเมืองส่วนหนึ่งอ่านกันในปัจจุบัน

5. พระพุทธรูปพระอัฎฐารส พระประธานในพระวิหารหลวงหล่อด้วยสำริดปางห้ามญาติสูง 18 ศอก พระนางติโลกจุฑาเทวี ราชมารดาของพญาสามฝั่งแกนโปรดฯ ให้หล่อขึ้น

วัดเจดีย์หลวง หรือ “โชติการาม” หรือ “ราชกูฏา” หรือ “กุฏาราม” ก็เรียก เป็นวัดที่ตั้งอยู่ใจกลางเมืองเชียงใหม่ เลขที่ ๑๐๓ ถนนพระปกเกล้าฯ ตำบลพระสิงห์ อำเภอเมือง จังหวัด เชียงใหม่ นับเป็นวัดสำคัญมากวัดหนึ่งของเมืองเชียงใหม่มาตั้งแต่อดีต เป็นที่ตั้งของเสาหลักเมืองเชียงใหม่ นอกจากนี้ ยังเป็นแหล่งศูนย์กลางการบริหารคณะสงฆ์ฝ่ายธรรมยุตในภาคเหนือ วัด นี้สร้างขึ้นในสมัยพระญาแสนเมืองมา กษัตริย์ในราชวงศ์มังรายองค์ที่ ๗ ไม่ปรากฏปีที่สร้างแน่ชัด และได้รับสร้างต่อมาในสมัยพระญาติโลกราช (พ.ศ.๒๐๒๒ – ๒๐๒๔) การที่ถูกเรียกชื่อว่า “วัดเจดีย์หลวง” เนื่องจากมีพระธาตุเจดีย์องค์ใหญ่ (“หลวง” หมายถึง ใหญ่)

โบราณวัตถุสถานที่สำคัญภายในบริเวณวัดเจดีย์หลวง
๑. พระธาตุเจดีย์หลวง เป็นพระธาตุเก่าแก่ที่ก่อสร้างขึ้นเมื่อ พ.ศ.๑๙๓๔ สมัยพระเจ้าแสน เมืองมา นับเป็นพระธาตุที่มีความสูงใหญ่ที่สุดในอาณาจักรล้านนา คือ ประมาณ ๘๐ เมตร ฐานเป็นรูปสี่เหลี่ยมจตุรัส กว้างด้านละ ๖๐ เมตร ปัจจุบันมีอายุกว่า ๖๐๐ ปี
๒. พระวิหาร พระอุโบสถ พระวิหารหลวง หรือพระวิหารกลาง ปัจจุบันเป็นทั้งพระอุโบสถ ด้วย ตั้งอยู่ห่างพระธาตุเจดีย์หลวงประมาณ ๑๕.๘๔ เมตร ไปทางทิศตะวันออก เป็นสถาปัตยกรรมทรงล้านนาประยุกต์ ส่วนอุโสถหลังเก่าศิลปะแบบล้านนาดั้งเดิมที่อยู่หลังวัด ด้านตะวันตกขององค์เจดีย์หลวงได้เลิกใช้งานตั้งแต่ปี ๒๕๒๒ เพราะคับแคบเกินไป วิหารที่วัดเจดีย์หลวงนี้หลังแรกซึ่งสร้างครั้งแรก โดยพระนางติโลกจุฑา พระราชมารดาของพระเจ้าสามฝั่งแกนเมื่อปี พ.ศ.๑๙๕๔ พร้อมทั้งได้หล่อพระอัฏฐารสพุทธปฏิมาประธานและพระอัครสาวกโมคคัลลาน์ สารีบุตร ไว้ในพระวิหาร ต่อมาในปี พ.ศ.๒๐๑๗ พระเจ้าติโลกราชให้รื้อวิหารหลังเก่าแล้วสร้างวิหารหลังใหม่ มีขนาดกว้าง ๙ วา ยาว ๑๙ วา ขึ้นแทนมาในปี พ.ศ.๒๐๕๘ พระเมืองแก้วให้รื้อวิหารหลังเก่าแล้วสร้างขึ้นใหม่ในที่เก่าอีก ครั้นถึงสมัยพระเมกุฏิสุทธิวงศ์ไฟได้ไหม้วิหารเสียหายจึงต้องรื้อแล้วสร้าง ใหม่ทับที่เดิมอีกครั้ง ต่อมาในยุคเจ้าหลวงอินทวิชยานนท์ เจ้าผู้ครองนครเชียงใหม่องค์ที่ ๗ ราชวงศ์ทิพจักร ได้ รื้อวิหารหลังเดิม แล้วสร้างวิหารหลังใหม่ขึ้นที่เดิมอีก ซึ่งวิหารในยุคก่อน ๆ นั้นคงสร้างด้วยไม้ จึงมีการสร้างและรื้อถอนกันได้บ่อย ๆ ส่วนวิหารหลังปัจจุบันได้รับการสร้างขึ้นใหม่ในยุคเจ้าแก้วนวรัฐ ผู้ครองนครเชียงใหม่องค์ที่ ๙ โดยสร้างขึ้นหลังปี พ.ศ.๒๔๗๑
๓. พระอัฏฐารส เป็นพระพุทธรูปปั้นขนาดใหญ่ปางห้ามญาติ สูง ๑๘ ศอก หล่อด้วยทองสำริด มีพระอัครสาวก โมคคัลลาน์ สารีบุตร สร้างโดยพระนางติโลกะจุดา(ติโลกจุฑา) นอกจากนี้ยังมีพระพุทธรูปปางต่าง ๆ หลายขนาดอีกจำนวนมากประดิษฐานอยู่รายล้อมพระอัฏฐารส
๔. พระนอน หรือ พระพุทธไสยาสน์ เป็นพระพุทธรูปที่เก่าแก่คู่กับพระเจดีย์ แต่ไม่ปรากฏว่า สร้างขึ้นเมื่อใด และใครเป็นผู้สร้าง พระนอนองค์นี้สร้างด้วยอิฐฉาบปูนปิดทอง เมื่อเดือนตุลาคม พ.ศ.๒๕๓๖ ได้บูรณะใหม่ทาสีทองสำเร็จแทน มีพุทธลักษณ์สวยงามมาก หันเศียรสู่ทิศใต้ พระพักตร์หันเข้าหาองค์พระธาตุเจดีย์หลวง สูง ๑.๙๓ เมตร ยาว ๘.๗๐ เมตร อยู่ห่างจากพระเจดีย์หลวงไปทางทิศตะวันตก
๕. เจดีย์ขนาดเล็ก เป็นเจดีย์ฐานสี่เหลี่ยมแบบเชียงใหม่ มีอยู่ ๒ องค์ ตั้งอยู่กระหนาบ พระวิหารด้านเหนือและด้านใต้ เยื้องไปทางด้านหน้าของวิหารหลวง
๖. พระอุโบสถ ตั้งอยู่ด้านทิศตะวันตกของเจดีย์หลวงและวิหาร เป็นพระอุโบสถขนาดเล็ก แบบพื้นเมืองเชียงใหม่ ก่ออิฐฉาบปูน
๗. เสาอินทขีล เชื่อกันว่าเป็นหลักเมืองเชียงใหม่ เดิมอยู่ที่วัดสะดือเมือง (วัดอินทขีล หรือวัดสะดือเมือง ข้างศาลากลางหลังเก่า) ปัจจุบันเป็นที่ตั้งหอประชุมติโลกราช พระเจ้ากาวิละเจ้าผู้ครองนครเชียงใหม่ องค์ที่ ๑ (พ.ศ.๒๓๒๔ – ๒๓๕๘) ในราชวงศ์ทิพจักร โปรดให้ย้ายเสาอินทขีล จากวัดสะดือเมือง มาไว้ ณ วัดเจดีย์หลวง เมื่อ พ.ศ.๒๓๔๓
๘. บ่อเปิง เป็นบ่อน้ำใหญ่ ลึก ก่อด้วยอิฐกันดินพังไว้อย่างดี คำว่า “เปิง” แปลว่า คู่ควร-เหมาะสม เป็นบ่อใหญ่สมกับที่ขุดขึ้นมาเพื่อนำมาใช้ในการก่อสร้างพระธาตุเจดีย์หลวง ซึ่งในสมัยที่พระเจ้าติโลกราช ทรงสร้างเสริม พระธาตุเจดีย์หลวง (พ.ศ.๒๐๒๒ – ๒๐๒๔) นั้น ทั่วทั้งวัดเจดีย์หลวงมีบ่อน้ำถึง ๑๒ บ่อ ต่อมาถูกถมไปเพื่อเอาพื้นที่สร้างถาวรวัตถุ
๙. พระมหาสังกัจจายน์ ประดิษฐานอยู่ในวิหารหลังเล็ก อยู่ห่างจากพระธาตุเจดีย์ไปทาง ทิศเหนือ เชื่อว่ามีความเก่าแก่พอ ๆ กับพระนอน ปัจจุบันพระสังกัจจายน์มี ๒ องค์ องค์ใหม่อยู่ด้านหน้าวัด ติดกับวัดพันเตา สร้างเมื่อประมาณ ๓๐ กว่าปีมานี้เอง
๑๐. ต้นยางใหญ่ ในวัดเจดีย์หลวงมีต้นยางใหญ่ ๓ ต้น กล่าวกันว่าอายุกว่า ๒๐๐ ปี

๑๑. กุมภัณฑ์ มีอยู่ ๒ ตน สร้างไว้เพื่อให้คอยรักษาเสาอินทขีล ตนหนึ่งอยู่ด้านหน้าวัด
๑๒. หอธรรม เมื่อปี พ.ศ.๒๐๑๗ พระเจ้าติโลกราช ได้ทรงสร้างพระวิหารหลวงขึ้นใหม่ พร้อมทั้งให้สร้างหอธรรม (หอพระไตรปิฏก) ไว้ทางด้านเหนือขององค์พระธาตุเจดีย์
๑๓. กุฏิแก้วนวรัฐเป็นกุฏิหลังแรกของวัด สร้างด้วยไม้สักทั้งหลัง เจ้าแก้วนวรัฐสร้างถวาย เมื่อปี พ.ศ.๒๔๗๑ วัดเจดีย์หลวงทางกรมศิลปากรได้ประกาศขึ้นทะเบียนเป็นโบราณสถานเมื่อวันที่ ๑๙ เมษายน พ.ศ.๒๕๐๓

เพื่อนๆ สามารถดูภาพ ประกอบได้ค่ะ

เนื่องจากวัดเจดีย์หลวงวรวิหาร มีประวัติสำคัญและมีสิ่งสำคัญมากมาย
น๋นจึงมีเรื่องราวที่อยากให้เพื่อนๆได้รู้จักมากหน่อยนะคะ

เชื่อได้ว่า หากเพื่อนๆ ได้ไปเดินสำรวจจะต้องใช้เวลาเกิน 1 ชั่วโมงอย่างแน่นอน น่าชื่นชมไปหมด…ตรงนู้นก็ดี ตรงนี้ก็น่าอ่าน …เรียกว่า เราจะเดินเพลินจนลืมเวลาไปเลยล่ะค่ะ

ถ้ามีโอกาสลองไปชมด้วยตาของตัวเองสิค่ะ ( ‾‿‾✿)

น๋นขอขอบคุณภาพสวยๆ และข้อมูลดีดี จาก :
http://bookdesign.multiply.com/
http://imagevn.multiply.com/
http://thaiarch.blogspot.com/
http://bookdesign.multiply.com/
http://imagevn.multiply.com/
http://thaiarch.blogspot.com/
http://www.cnxwalkingstreet.com/

05 วัดอินทขิล

with 7 comments

มาแล้วจ้าา

วัดที่อยู่บนเส้นทางของถนนคนเดินเชียงใหม่ คือ วัดอินทขิล ค่ะ

น๋นนำภาพทั้งขณะที่ยูรณะวัด ภาพเมื่อบูรณะจนสำเร็จ

และภาพแบบ art ในยามค่ำคืน ….

…เชิญเพื่อนๆ เยี่ยมชมอัลบั้มของน๋นที่จัดทำขึ้นได้แล้ววววว…… (^____^)

วัดอินทขิล

วัดนี้ตั้งอยู่บริเวณสะดือเมืองของจังหวัดเชียงใหม่ ชาวบ้านจึงเรียกว่า วัดสะดือเมือง
ในตลอดรัชสมัยของพระมหากษัตริย์แห่งราชวงศ์มังรายวัดสะดือเมืองได้เจริญรุ่งเรืองขึ้นโดยลำดับ ก่อนที่จะเป็นวัดร้างภายหลังล้านนาถูกพม่าเข้าปกครอง จนถึงปี พ.ศ.2343 พระเจ้ากาวิละ ปฐมกษัตริย์แห่งราชวงศ์เจ้าเจ็ดตน เจ้าผู้ครองนครเชียงใหม่องค์แรก ได้ขับไล่พม่าออกจากดินแดนล้านนาและได้ฟื้นฟูเมืองเชียงใหม่ขึ้น ได้ย้ายเสาอินทขิลจากวัดอินทขิลมาประดิษฐานอยู่ ณ วัดเจดีย์หลวง พร้อมกับบูรณะฟื้นฟูวัดอินทขิล โดยได้สร้างวิหารคล่อมฐานเดิม อัญเชิญพระอุ่นเมือง (หลวงพ่อขาว) มาประดิษฐานเป็นพระประธานในวิหาร
วัดอินทขิล ได้เจริญรุ่งเรืองมีพระสงฆ์จำพรรษาตลอดเรื่อยมา จากเอกสารสำรวจวัดในสมัยครูบาปัญญา เจ้าอาวาสวัดหัวข่วง พ.ศ.2425 ยังปรากฏชื่อวัดอินทขิลอยู่ สันนิษฐานว่าวัดอินทขิลได้กลายเป็นวัดร้างในสมัยพระเจ้าอินทวิชยานนท์ เจ้าผู้ครองนครเชียงใหม่องค์ที่ 7 (พ.ศ.2416-2439) ซึ่งเป็นยุคเริ่มต้นของการรวมศูนย์เข้ากับส่วนกลางให้เป็นส่วนหนึ่งของสยาม ประเทศ เจ้านายฝ่ายเหนือถูกลดบทบาทลงอย่างมาก ต้องแบ่งเงินภาษีอากรส่งไปส่วนกลาง วัดจึงขาดการทำนุบำรุง พระสงฆ์ก็ขาดการอุปถัมภ์ วัดอินทขิลหรือวัดสะดือเมืองจึงตกอยู่ในสภาพรกร้าง
กระทั่งปัจจุบัน คงเหลือหลักฐานทางโบราณคดีของวัดอินทขิลปรากฏอยู่บริเวณด้านทิศใต้ของหอศิลป วัฒนธรรมเมืองเชียงใหม่ (ศาลากลางหลังเก่า) คือองค์พระเจดีย์ทรงสี่เหลี่ยมและวิหารพระเจ้าอุ่นเมือง (หลวงพ่อขาว)
วัดอินทขิล หรือ วัดสะดือเมือง สันนิษฐานว่าสร้างขึ้นในช่วงต้นของประวัติศาสตร์ล้านนา ราวพุทธศตวรรษที่ 19 ประกอบด้วยโบราณสถานที่สำคัญคือ

  • เจดีย์ทรงแปดเหลี่ยม พงศาวดารโยนกและตำนานพื้นเมืองเชียงใหม่ กล่าวว่าบริเวณที่สร้างเจดีย์แปดเหลี่ยมเคยเป็นสถานที่พญามังรายต้องอัสนี บาตสวรรคต ต่อมาพระยาไชยสงคราม ราชโอรสทรงสร้างเจดีย์บรรจุพระอัฐิไว้ จากรูปแบบสถาปัตยกรรมของพระเจดีย์ที่ปรากฏอยู่ภายในบริเวณศาลากลางหลังเก่า เป็นเจดีย์ทรงกลมผสมเรือนธาตุแปดเหลี่ยม องค์ระฆังคว่ำ ซึ่งนิยมสร้างกันมากในสมัยหริภุญไชย ซึ่งพบที่วัดจามเทวี จังหวัดลำพูน ดังนั้นจึงสันนิษฐานว่า เจดีย์ดังกล่าวน่าจะสร้างขึ้นในช่วงเวลาเดียวกันคือราวต้นพุทธศตวรรษที่ 19
  • เจดีย์ทรงสี่เหลี่ยม ด้านหลังวิหารพระเจ้าอุ่นเมือง(หลวงพ่อขาว) เป็นเจดีย์ ทรงกลมฐานสี่เหลี่ยม มีอายุราวพุทธศตวรรษที่ 20-21 แต่เจดีย์องค์ในที่ถูกห่อหุ้มเป็นเจดีย์แบบสี่เหลี่ยมที่ได้รับอิทธิพลมาจาก หริภุญไชยคือ เจดีย์เชียงยันในวัดพระธาตุหริภุญไชย
  • วิหารพระเจ้าอุ่นเมือง(หลวงพ่อขาว) ตามตำนานเชื่อว่า วัดอินทขิลเป็นสถานที่พญามังรายต้องอัศนีบาตจนสิ้นพระชนม์ สำหรับวิหารของพระเจ้าอุ่นเมืองนั้น คงสร้างขึ้นคล่อมฐานเดิมพร้อม ๆ กับการสร้างเจดีย์องค์นอกที่ห่อหุ้มองค์ในประมาณ พ.ศ.2380 สมัยของพระเจ้ากาวิละ ลักษณะเป็นวิหารโถง ผังเดิมเป็นแบบสี่เหลี่ยมผืนผ้า โดยมีหลวงพ่อขาวประดิษฐานเป็นพระประธานหันหน้าไปทางทิศตะวันออก
น๋นขอขอบคุณข้อมูลดีดีจาก
http://impressionismphoto.com/
http://www.bloggang.com/
http://www.lannacorner.net/
www.chiangmainews.co.th
http://www.fotoartspace.com/

04 วัดชัยพระเกียรติ

with 7 comments

วันนี้เรามาเที่ยววัดในลำดับที่สี่ ที่อยู่เส้นทางถนนฅนเดินเชียงใหม่กันค่ะ

ประวัติวัดชัยพระเกียรติ

วัดชัยพระเกียรติ เดิมมีชื่อว่า วัดชัยผาเกียรติ์ สิ่ง ก่อสร้างที่อยู่ภายในวัดปัจจุบันเป็นของใหม่ทั้งหมด น่าจะเป็นเพราะโบราณสถานโบราณวัตถุภายในวัดผุพังไป จึงมีการบูรณะปลูกสร้างกันขึ้นมาใหม่ อย่างไรก็ตาม วัดชัยพระเกียรติก็ยังมีหลักฐานว่าเป็นวัดที่สร้างมาตั้งแต่ สมัยโบราณ ยุคราชวงศ์มังรายตอนกลางเท่าที่หลักฐานการค้นพบ ปรากฏชื่อของวัดชัยผาเกียรติ์ในโคลงนิราศหริภัญไชย จากประวัติของวัดที่ปรากฏ ในหลักศิลาจารึกหน้าพระวิหารที่สร้างขึ้นใหม่ ระบุว่าวัดชัยพระเกียรติเป็นพระอารามของนครเชียงใหม่มาแต่โบราณกาลสมัย พระเมกุฏิวิสุทธิวงค์ กษัตริย์เชียงใหม่จะทรงทำนุบำรุงวัดนี้มาจนถึงเจ้าผู้ครองนครเชียงใหม่ลำดับ สุดท้ายของราชวงศ์มังราย
ส่วนการสร้างพระประธานในวิหารนั้น พระมหาจิรประภา กษัตริย์ราชวงศ์มังรายลำดับที่ 15 ทรงสร้างขึ้น เพื่อเป็นอนุสาวรีย์ถวายแด่สมเด็จพระชัยราชาธิราชกษัตริย์ในวงศ์สุวรรณภูมิ ซึ่งปกครองกรุงศรีอยุธยาระหว่าง พุทธศักราช 2081-2088  น้ำหนักทองที่หล่อ พระพุทธรูปองค์นี้มีอยู่ 5 ตื้อ 1 ตื้อ เท่ากับ 10 โกฏิ น้ำหนักทอง 5 ตื้อ  จึงเท่ากับ 50 โกฏิ จึงเรียกพระนามว่า “พระเจ้าห้าตื้อ” ที่ฐานของ พระพุทธรุปด้านหน้าเป็นอักษรพม่าส่วนด้านหลังเป็นอักษรพื้นเมืองเชียงใหม่  แสดงให้เห็นสมัยนั้นพม่ามีอิทธิพลควบคุมล้านนามาก ในสมัยพระเมกุฏิล้านนาเกิดการระส่ำระส่ายเป็นอย่างมาก ได้รับการกดขี่จากพม่าราษฏรได้รับความเดือดร้อนถูกสั่งเกณฑ์แรงงานเก็บภาษี มากจนทำให้เกิดความเดือดร้อน เมื่อล้านนาตกเป็นของพม่า พม่าเริ่มมีอิทธิพลทางด้านต่างๆ มากมายเช่นประเพณีต่างๆ แต่กษัตริย์พม่านั้นมีความเลื่อมใสทางพุทธศาสนา

จะเห็นได้ว่าทรงโปรดให้มีการอุปสมบทกุลบุตรอาราธนาพระภิกษุสงฆ์ทั้งคณะ วัดป่าแดงและคณะวัดสวนดอกไม้ไปแสดงธรรมถวายด้วย พม่าพยายามปฏิบัติตามจารีตประเพณี ดังปรากฎในหลักศิลาจารึกวัดเชียงมั่น จึงมีผลทำให้วัฒนธรรมประเพณีได้รับการผสมกลมกลืนกับประเพณีและวัฒนธรรมของ พม่า ต่อมาพ่อค้าชาวพม่าที่เดินทางเข้ามาค้าขายในเชียงใหม่ก็มักจะมาบูรณะ ปฏิสังขรณ์หรือสร้างวัดวาอารามให้เป็นศิลปะแบบพม่า โดยช่างฝีมือพม่า ทำให้รูปแบบของสถาปัตยกรรมมีลักษณะแบบพม่า ในสมัยต่อมาเมื่อมีการสร้างวัดก็ยังคงสร้างให้มีรูปแบบพม่าทำให้เกิดความ เข้าใจผิดอยู่เสมอว่าเป็นศิลปะพื้นเมือง จิตรกรรมฝาผนังตามวัดในเชียงใหม่ก็เขียนยอดประสาท เป็นยอดปราสาทแบบพม่าซึ่งก็เป็นอิทธิพลที่พบในพุทธศาสนา  ชาวพม่าก็ยังนับถือผีสางเทวดาควบคู่กันไปด้วยจนเกิดประเพณีว่าเมื่อสร้างวัด หรือปฏิสังขรณ์วัดก็จะมีการอุทิศส่วนกุศลให้แก่ผีสางเทวดาและอัญเชิญให้คุ้ม ครองตนเองด้วย
สิ่งที่น่าสนใจ คือ วิหาร เป็นวิหารที่สร้างขึ้นใหม่ทดแทนของเดิมที่ผุพังไปหน้าบันทำเป็นลายพันธุ์พฤกษา ประดับด้วยช่อฟ้า ใบระกา และหางหงส์ทำเป็นรูปพญานาค
อีกสิ่งคือ เจดีย์ ประกอบด้วยฐานเชียงสี่เหลี่ยม รองรอบฐานบัวลูกแก้วสี่เหลี่ยมย่อเก็จ ถัดขึ้นไปเป็นชั้นมาลัยเถาเหลี่ยมซ้อนกันห้าชั้น รับองค์ระฆังกลม บัลลังก์ย่อเหลี่ยม ปล้องไฉน ปลียอดและฉัตร
♥ ♥แม้ว่าจะเป็นวัดที่เป็นสิ่งปลูกสร้างใหม่แต่ก็สวย ควรแก่การเยี่ยมชมค่ะ น๋นว่า วัดนี้ก็มีเอกลักษณ์ ชมเพลินไปเลยค่ะ ♥♥
อ้อ…อีกอย่างค่ะ ที่ลืมไม่ได้ ชาวล้านนาในปัจจุบัน มักจะมาทำบุญในโอกาสพิเศษที่วัดนี้ด้วยชื่ออันเป็นมงคลของวัดไงค่ะ

ครอบครัวของน๋นก็มาทำบุญที่วัดนี้ด้วยเหตูผลเดียวกันนี้แหละค่ะ ♥
น๋นขอขอบคุณภาพสวยๆ และข้อมูลบางส่วน จาก
http://www.bloggang.com/mainblog.php
http://imagevn.multiply.com/photos
http://www.cnxwalkingstreet.com/

03 วัดศรีเกิด

with 6 comments

ลำดับ 3. วัดศรีเกิด (วัดที่อยู่บนเส้นทางถนนฅนเดินเชียงใหม่-ท่าแพ)

วันนี้น๋นพาไปชมวัดในลำดับที่ 3 วัดศรีเกิด วัดนี้มีอายุยาวนานหลายร้อยปี ไม่ปรากฏหลักฐานชัดเจนว่าใครเป็นผู้สร้าง ในวัน เดือน ปีไหนและเมื่อไร

ในส่วนด้านในวิหารก็จะมีพระเจ้าแค่งคม ประวัติกล่าวไว้ว่า ในปี พ.ศ.2027 ปีเถาะ วันพุธ ขึ้น 3 ค่ำเดือน 8 พระเจ้าสิริธรรมจักรพรรดิพิลกราชาธิราช (พระเจ้าติโลกราช) กษัตริย์นครเชียงใหม่ล้านนา รัชกาลที่ 10 แห่งราชวงศ์มังราย ทรงมอบภาระให้สีหโคตเสนาบดีและมหาอำมาตหล่อพระพุทธรูปทองสัมฤทธิ์องค์ใหญ่ โดยมีทองสัมฤทธิ์หนักประมาณสาม สิบสามแสน (3,300,000) ประมาณ 3,960 กก.ขนาดหน้าตักกว้าง 94 นิ้ว (2.39 เมตร) สูง 112 นิ้ว (2.85 เมตร) โดยมีลักษณะเหมือนพระพุทธรูปแบบ ลวปุระ (ศิลปะแบบลพบุรี) หล่อที่วัดป่าตาลมหาวิหาร ตั้งอยู่ทางทิศตะวันตกเฉียงใต้ของนครเชียงใหม่ ครั้นเมื่อหล่อเสร็จแล้ว พระมหากษัตริย์ทรงอัญเชิญพระบรมสารีริกธาตุประมาณ 500 องค์ พร้อมกับพระพุทธรูปแก้วทองและเงิน จากหอพระธาตุส่วนพระองค์มาบรรจุไว้ในเศียรพระพุทธรูปองค์ใหญ่นี้

ซึ่งภายในบริเวณวัด มีต้นโพธิ์ขนาดใหญ่ ต้องใช้ท่อเหล็กค้ำยันกิ่ง ก้าน สาขาของต้นโพธิ์ ต้นโพธิ์ต้นนี้ก็มีประวัติบอกเล่าว่า เมื่อพญามังรายอยู่เวียงกุมกาม (ในเขตอำเภอสารภี) ยังมีพระมหาเถระเจ้าคณะหนึ่ง นำพระบรมธาตุพระพุทธเจ้ามาตั้งลังกาสิงหล ถวายแด่พญามังราย มีพุทธสารรีระธาตุสิบสององค์ พญามังรายบรรจุไว้ในพระเจดีย์กาดโถมองค์หนึ่ง อีกองค์หนึ่งบรรจุไว้ในพระเมาลี พระพุทธรูปองค์ใหญ่แล้วพญามังรายถวายทองคำห้าร้อย ฝากเจ้ามหาเถรไปบูชาพระศรีมหาโพธิ์ในเมืองลังกา เสร็จการทั้งปวงแล้ว พระมหาเถรเจ้าทั้ง 4 องค์ ก็กลับเมืองลังกา และนำเอาทองคำอันพญามังรายฝากไปนั้น บูชาพระศรีมหาโพธิ์ แล้วสัตยาธิษฐานว่า ผู้ข้าทั้งหลายจักเอาศาสนาพุทธเจ้าไปตั้งในเมืองล้านนา ผีว่าจักรุ่งเรื่องดังความปราถนา ขอให้ต้นศรีมหาโพธิ์ตกลงเหนือจีวรของข้า แต่ครั้นสิ้นคำอธิษฐานแล้ว พระเถระทั้ง 4 ก็ได้เมล็ดมหาโพธิ์ 4 ผล พระมหาเถระเจ้าจึงนำมาสู่ล้านนาไทยและถวายแด่พญามังราย พญามังรายได้นำไปปลูกไว้ยังพันนาทะกานต้นหนึ่ง อีกต้นหนึ่งถวายพระชนนีนาถผู้ชื่อว่า นางเทพคำขยาย นำไปปลูกไว้แทนไม้มะเดื่อที่อารามกาดโถม อีกต้นหนึ่งนำไปปลูกที่เมืองฝาง อีกต้นหนึ่งนำไปปลูกที่ต้นน่าง น่าจะเป็นวัดรั้วนางในปัจจุบันนี้

ไม้ศรีมหาโพธิ์ที่วัดศรีเกิดนั้น เชื่อกันว่าเป็นไม้ศรีมหาโพธิ์ ที่พระมหาเถระเจ้าคณะนั้นนำมาจากประเทศลังกา ยังไม่พบหลักฐานว่าได้นำมาปลูกในวัดศรีเกิดเมื่อใด

สิ่งที่น่าสนใจของวัดนี้ก็คือ

เป็นที่ประดิษฐานพระพุทธรูปโลหะปางมารวิชัย เดิมประดิษฐานอยู่ตามวัดป่าตาลมหาวิหารนานถึง ๓๑๙ ปี เรียก ชื่อว่า “พระเจ้าแข้งคม” หรือ “พระเจ้าแค่งคม” เนื่องจากพระชงฆ์เป็นสันแหลมยาวแตกต่างจากพระพุทธรูปองค์อื่นๆ ลักษณะคล้ายศิลปะแบบอู่ทองพระเจ้าติโลกราชทรงโปรดให้สร้างขึ้นเมื่อพุทธ ศักราช ๒๐๓๐

น๋นขอขอบคุณภาพสวยๆ และข้อมูลบางส่วน จาก
http://www.votedwat.com/
http://www.geocities.com/
http://www.dannipparn.com/
http://www.danpranipparn.com/
http://www.thechiangmai.com/
http://www.cnxwalkingstreet.com/

02 วัดทุงยู

with 8 comments

วันนี้ น๋นจะพาเพื่อนๆ ไปเยี่ยมชม วัดลำดับที่ 2 ที่อยู่บนเส้นทางถนนฅนเดินเชียงใหม่-ท่าแพ ค่ะ

วัดทุงยู – วัดตุยยู วัดทุยยู   อ้างอิงจาก http://www.santidham.com/CM1/TempleCM.php

วัดทุงยู สันนิษฐานสร้างเมื่อปี พ.ศ. 2019 เดิมชื่อ วัดตุงยู คำว่า “ทุยยู”ปรากฏในวรรณกรรมและกฎหมายโบราณ หมายถึง

ร่มที่เป็นเครื่องประดับยศเจ้านาย วัดทุงยูเป็นวัดเก่าแก่มาตั้งแต่สมัยราชวงศ์มังราย พบชื่อในโครงนิราศหริภุญไชย ซึ่งเขียนประมาณ
พ.ศ. 2060 วัดทุงยูได้รับการบูรณะและฟื้นฟูจากเจ้าหลวงเชียงใหม่สืบต่อมาดังปรากฏ พ.ศ. 2452 เจ้าอินทรวโรรสสุริยวงษ์ เจ้าหลวงเชียงใหม่องค์ที่ 8 โปรดสร้างฉัตรพระเจดีย์ วิหารมีโก่งคิ้วเป็นรูปโค้งไม่มีรวงผึ้ง หน้าบันประดับปูนปั้นลวดลายเครือเถาประดับกระจกอังวะ เจดีย์ทรงกลม ตั้งบนเรือนธาตุฐานสี่เหลี่ยม มีการบูรณะโดยเป็นรูปแบบอิทธิพลทรงพม่า อุโบสถขนาดเล็กกรุด้วยหินอ่อน
ข้อมูลจาก : http://www.chiangmainews.co.th/cmndc_open.php?nid=50

ตำแหน่งที่ตั้ง อยู่ฝั่งตรงข้ามทางด้านทิศเหนือกับวัดศรีเกิดและโรงพักกองเมืองเชียงใหม่: หรือ อยู่ทางด้านทิศตะวันออกของ วัดพระสิงห์ที่อยู่ เลขที่ ๑ บ้านทุงยู ถนนราชดำเนิน ตำบลศรีภูมิ  อำเภอเมือง จังหวัดเชียงใหม่ สังกัดคณะสงฆ์มหานิกาย

ประวัติความเป็นมา
วัดพวกทุงยู สร้างขึ้นเมื่อ พ.ศ. ๒๑๑๙ เดิมชื่อวัด ตูยยู หรือ วัดทุยยู ชาวบ้านเรียกกันว่า วัดบ้านทุงยู ได้รับพระราชทานวิสุงคามสีมา เมื่อ วันที่ ๒๖ ตุลาคม พ.ศ. ๒๕๑๖  การบริหารและการปกครอง มีเจ้าอาวาส เท่าที่ทราบนาม คือ
รูปที่ ๑ พระอุตตมปัญญา (ครูบาอุตตมะ)
รูปที่ ๒ ครูบาจันทร์
รูปที่ ๓ ครูบาโพธา
รูปที่ ๔ พระอภัยสารทะ (อุทธา อภิวํโส)

อุโบสถ สร้างแบบล้านนาไทย ทำเป็นคอนกรีตหินอ่อนลงรักปิดทอง มีภาพฝาผนัง ช่อฟ้าใบระกา ทำด้วยไม้สักปิดทอง ที่ได้รับการบูรณะใหม่ โก่งคิ้วเป็นรูปโค้งไม่มีรวงผึ้งหน้าบันประดับปูนปั้นลวดลายเครือเถาประดับกระจกอังวะ ศาลาการเปรียญ กุฏิสงฆ์ วิหารทรงล้านนาไทย

ปูชนียวัตถุ
มีเจดีย์ทรงกลม เดิมเป็นแบบล้านนาตั้งบนเรือนธาตุ ต่อมาได้รับการบูรณะโดยเป็นรูปแบบอิทธิพลทรงพม่า – มอญ ค่ะ

วัดนี้บรรยากาศร่มรื่นมากๆ เลยค่ะ เพื่อนอย่าลืมเผื่อเวลาแวะเยี่ยมชมวัด ก่อนเดินช้อปถนนฅนเดินนะคะ

น๋นขอขอบคุณภาพสวยๆ และข้อมูลบางส่วน จาก
http://www.bloggang.com/mainblog
http://www.chiangmainews.co.th/
http://www.asiaexplorers.com/thailand/
http://www.richard-seaman.com/Travel/
https://picasaweb.google.com/
http://fr.fotopedia.com/albums
https://picasaweb.google.com/Sephiress
และ http://www.cnxwalkingstreet.com/

01 วัดพระสิงห์วรมหาวิหาร

with 7 comments

วันนี้ น๋นจะพาเพื่อนๆ มาเยี่ยมชม วัดพระสิงห์วรมหาวิหาร
วัดที่สวยงามและมีประวัติที่น่าศึกษาเป็นอย่างยิ่ง
วัดพระสิงห์วรมหาวิหาร พระอารามหลวงชั้นเอก ชนิดวรมหาวิหาร ตั้งอยู่ในบริเวณคูเมืองเชียงใหม่ถนนสามล้าน ตำบลพระสิงห์
จังหวัดเชียงใหม่ วัดนี้อยู่บริเวณหัวถนนที่เป็นจุดสิ้นสุดของถนนฅนเดินเชียงใหม่ค่ะ

วัดพระสิงห์วรมหาวิหาร เป็นวัดสำคัญวัดหนึ่งของเมืองเชียงใหม่ โดยเป็นประดิษฐานพระสิงห์ (พระพุทธสิหิงค์) พระพุทธรูปศักดิ์สิทธิ์
คู่บ้านคู่เมือง เป็นที่สักการะทั้งของชาวเชียงใหม่เองและคนไทยทั้งประเทศ ข้างหน้าจะมีอนุเสาวรีย์ครูบาศรีวิชัย ชาวเชียงใหม่
บางท่านอาจจะยังไม่รู้ว่า ครูบาศรีวิชัย ท่านเคยจำพรรษาอยู่ที่วัดนี้ สร้างขึ้นในปี พ.ศ 1888 หรือประมาณ 660 ปี โดยพญาผายูกษัตริย์องค์ที่ 7 ในราชวงค์มังราย เพื่อบรรจุอัฐิและพระอังคารของพระเจ้าคำฟู ผู้เป็นพระบิดา เดิมมีชื่อว่า “วัดลีเชียง” เพราะเในอดีตบริเวณวัดพระสิงห ์เดิมเป็นตลาด ชื่อ “กาดลีเชียง”

พระพุทธสิหิงค์ เป็นพระพุทธรูปศักดิ์สิทธิ์คู่เมืองเชียงใหม่และแผ่นดินล้านนา พระพุทธรูปเป็นศิลปะเชียงแสนรู้จักกันในชื่อ “เชียงแสนสิงห์หนึ่ง” ในเทศกาลวันสงกรานต์ของแต่ละปีทางจังหวัดเชียงใหม่จะมีพิธีอัญเชิญพระพุทธสิหิงส์ เคลื่อนขบวนไปตามถนนสายต่างๆ เพื่อให้ประชาชนได้สักการะและสรงน้ำพระตามประเพณีของชาวเหนือ  ซึ่งทำกันมาเป็นเวลาช้านาน ตั้งแต่รุ่นป้ออุ๊ยแม่อุ๊ยค่ะ

น๋นอยากให้เพื่อนที่มาเดินเล่นถนนฅนเดินเมื่อใด แวะไปสักการะบูชา เยี่ยมชมวัดนี้ที่อยู่คู่บ้านคู่เมืองเชียงใหม่ ทำให้การท่องเที่ยวเมืองเชียงใหม่เป็นการท่องเที่ยวที่มีคุณภาพมากยิ่งขึ้นอีกด้วยค่ะ

ป่ะ ….ไปชมกัน (~_~)

ขอขอบคุณ ภาพสวยๆ จาก
www.dhammathai.org
www.kammatan.com
www.bloggang.com
www.oknation.net
www.cnxwalkingstreet.com

บริจาคเพื่อช่วยเหลือสุนัข

with 9 comments

เกือบจะ 5 ปีแล้ว ที่เราแวะเวียนมาที่ถนนฅนเดินกลางเวียงเชียงใหม่ จำได้ว่าเคยเอาข้อมูลเรื่องขอรับบริจาคอาหารสุนัขลงที่ web ถนนฅนเดินรุ่นเก่าไปทีหนึ่งไปเมื่อประมาณ 3 ปีที่แล้ว และก็ไม่เคยได้ติดตามเลยว่าได้เรื่องเป็นอย่างไรบ้าง

เมื่อวานได้แวะไปคุยกับคุณป้าผู้มีจิตใจที่งดงามทั้ง 2 ท่าน ก็คือ ป้าจันทร์ กับ ป้าดี ถามไถ่ถึงความเป็นมาเป็นไป ก็พบว่าข้อมูลที่เราลง web ไปใน version แรก ก็มีฅนใจดี บริจาคเงินให้ด้วย โดยบอกป้าแกว่า ทราบมาจากทาง web  … โอ้ ดีใจจัง ที่มัน work เพราะเรา

วันนี้ก็เลยมา update ข้อมูลเพิ่มเติมให้ท่านผู้ใจดี ที่ต้องการจะบริจาคเงิน หรือ อาหาร เพื่อช่วยเหลือป้าทั้งสอง ที่อุตสาห์สละเวลาทั้งชีวิต ดูแลเพื่อนร่วมทุกข์ของเรา ซึ่งจากการที่ได้ไปคุยด้วยกับ ป้าทั้ง 2  ท่านก็ไม่ได้เรียกร้องอะไรเลย เพียงแค่ขอมีอาหารให้สุนัขทั้งหมดจำนวน 300 กว่าตัว ที่ได้ทำการอุปการะไว้ก็พอแล้ว

ตอนนี้ป้าทั้ง 2 ได้ทำเสื้อและของที่ระลึกอีกเล็กๆน้อยๆ เป็นสินน้ำใจ ที่ท่านได้สละกำลังทรัพย์เพื่อช่วยเหลือสุนัขด้วยนะคะ  ก็อยากให้ช่วยเหลืออุดหนุนสินค้าของคุณป้าด้วยคะ

สำหรับท่านที่อยู่ไกล ไม่สามารถแวะไปถนนฅนเดินเพื่อทำการบริจาคได้ด้วยตนเอง ก็สามารถโอนเงินไปให้คุณป้าทั้งสอง เพื่อเป็นทุนในการซื้ออาหารให้สุนัขทั้งหมด ได้ที่

ป้าจันทร์และป้าดี โทรศัพท์ 081-3660552 หรือ 053-814950
ธนาคาร ไทยพาณิชย์ สาขาประตูเชียงใหม่
หมายเลขบัญชี 532-250086-7
ชื่อบัญชี น.ส.จันทร์ดี ไชยบุญเรือง

อย่างไรแล้ว ก็ขอรบกวนทุกท่าน แทนคุณป้าทั้งสองท่านด้วยนะคะ

เท่าที่เราด้อมๆ มองๆ ฅนที่ผ่านไปผ่านมา ก็มีฅนใจดีจำนวนมากเหมือนกัน ที่แวะบริจาคให้กับคุณป้าทั้งสอง แม้ว่าจะเป็นเงินจำนวนเล็กน้อย แต่ทุกฅนที่มาแวะบริจาค ก็มาแวะถามไถ่คุณป้าด้วยความที่เป็นฅนรักสุนัขเหมือนกัน ดังนั้นแผงตั้งรับบริจาคอาหารสุนัขของคุณป้าจึงดูอบอุ่นด้วยผู้ฅนที่มีความเอื้ออาทรกับสัตว์ร่วมโลกกับเรา แวะเวียนมาให้กำลังใจเสมอ

ดังนั้น เป้าหมายของบทความนี้ ก็อยากให้ทุกคนแบ่งความรัก ความเมตตาให้เพื่อนร่วมโลกด้วยนะคะ หากกำลังทรัพย์เราไม่ค่อยมี ก็ช่วยป่าวประกาศนี้ต่อไป ก็ได้คะ ให้โลกได้รับรู้ว่า อย่างน้อยๆ ก็ยังมีฅนที่เสียสละเพื่อชีวิตอื่นอยู่ตรงนี้ด้วยเหมือนกัน

ว่ากันต่อ .. พอมืดๆ ขึ้นอีกนิด .. ก็เจอกับสิ่งที่น่าประทับใจกว่า และคิดว่า น่าจะเป็นตัวย่างที่ดีให้กับเยาวชนท่านอื่นๆได้ ด้วย ก็เลยถ่ายมานำเสนอให้ด้วย

น้องๆ เยาวชน จากยุพราชวิทยาลัย ได้เข้ามาเป็นอาสาสมัครช่วยคุณป้าทั้ง 2 ในการช่วยป่าวประกาศรับบริจาคอาหารสุนัขอีกแรง เราไม่แน่ใจว่า น้องๆ กลุ่มนี้ ทำเป็นประจำทุกสัปดาห์หรือเปล่า เพราะเราก็เพิ่งโผล่มาหลังจากหมดหน้าฝนเหมือนกัน .. แต่จะทำประจำหรือไม่ มันไม่สำคัญเท่ากับน้ำใจและความคิดที่จะใช้เวลาว่างให้เป็นประโยชน์นี่สิ .. บอกตรงๆ ว่าเราตอนอายุเท่าน้องๆ กลุ่มนี้ ยังไม่มีความคิดที่จะมาทำอะไรอย่างนี้เลย … เพราะไม่กล้า .. อาย .. ไม่ใช่เรื่องของเรา (ตอนนั้นนะ เห็นแก่ตัวทีเดียว)

คิดดูแล้ว น้องๆ ต้องฝ่าฟันอุปสรรคในตัวเองหลายๆอย่างเชียวนะ .. อย่าอายที่จะทำความดี  ต้องกล้าที่จะทำความดี เรื่องเห็นแก่ตัวสำหรับน้องๆ กลุ่มนี้ ลืมไปได้เลย นี่แหละ อนาคตของประเทศไทยที่แท้จริง คุณจะเรียนเก่งไปทำไม หากคุณไม่เคยยื่นมือช่วยเหลือใคร คุณจะร่ำรวยไปทำไม หากคุณไม่เคยแบ่งปันอะไรให้ผู้อื่นเลย …

น้องๆกลุ่มนี้เป็นตัวอย่างที่ดี ที่เราจะหันมาทำความดีให้ผู้อื่นบ้าง มันดีกว่าที่น้องๆ จะใช้เวลาไปเที่ยวเตร่กลางคืน ผลาญเงินพ่อแม่ไปวันๆ ถ้าคิดที่จะอะไรทำยามเมื่อมีเวลาว่าง ลองคิดว่าจะทำอะไรให้สังคมเราน่าอยู่ดีกว่า ที่ถนนฅนเดิน มีกิจกรรมอีกเยอะแยะ ที่เด็กๆ สามารถที่จะทำได้ และก็สามารถที่จะทำให้ดีด้วย …

เอาอย่างกิจกรรมรับน้องเป็นไง … อยากให้พวกรุ่นพี่มีกึ๋นในการการคิดหากิจกรรมดีๆ ที่มีประโยชน์และสร้างสรรค์ ถ้าถึงฤดูกาล ก็จงทำเรื่องไปบอกอาจารย์ว่า จะพาน้องๆ มาช่วยกันร้องเพลงชาติและช่วยกันเก็บขยะที่ถนนฅนเดิน เท่านี้ก็แทบไม่มีเวลาหายใจแล้ว .. รับรองว่าครูบา อาจารย์ให้การสนับสนุนเต็มที แถมสร้างชื่อเสียงให้สถานบันด้วยนะคะ ถ้าอยากฝึกภาษา ก็ลองมาเป็นอาสาสมัครให้ข้อมูลกับนักท่องเที่ยวที่ถนนฅนเดินได้ หากยังไม่มีหน่วยงานไหนจัด ก็จงจัดกันเองเลย … กองอำนวยการถนนฅนเดินเขาสนับสนุนอยู่แล้ว … แล้วมีไหม ที่สถาบันไหน จะไปช่วยตำรวจตรวจตราเรื่องรถ เพราะมีปัญหาเรื่องรถหายตลอด  .. ทำเรื่องไปที่สถานีตำรวจภูธรเชียงใหม่สิ ..

ลองดูนะ กำลังความตั้งใจมี กำลังฅนก็มี .. ขาดแค่การเริ่มต้นกับความกล้าที่จะทำความดีเท่านั้นเอง … อุปสรรคย่อมมีแน่ … แต่ทางแก้ไขก็ต้องมีคู่กันไป … อย่าท้อในการทำความดีนะคะ

Written by admin

November 1st, 2010 at 1:11 pm

ค้นหาธุรกิจของเราจาก Google Maps

with 6 comments

Google Maps เปิดโอกาสให้เราๆ ท่านๆ ได้นำข้อมูลธุรกิจไปป่าวประกาศไว้บน Internet ภายใต้ ข้อมูลธุรกิจของบริการ Google Maps

ถ้าใคร งง ก็เอาเป็นว่า
- ลูกค้าจะหาร้านของท่านเจอได้ง่ายๆ เพียงเข้าไปหาที่ http://maps.google.co.th
- Google ให้เราใส่ข้อมูลธุรกิจของเราตั้ง 10 อย่างแน่ะ
- ฟรี ตลอดชาติ

น่าสนใจไหม ? ทำอย่างไรหล่ะ .. เอ้า ตามมาดูได้เลย จะว่าเป็นขั้นๆให้ทำตามคะ

อย่างแรกสุดให้เตรียมตัวก่อน เพราะจะทำตามขั้นตอนต่อไปได้ จำเป็นจะต้องมี Gmail account เสียก่อน หากยังไม่มี ก็ให้ทำการลงทะเบียบให้เสร็จสรรพก่อนนะคะ ลงทะเบียนได้ที่ http://mail.google.com เมื่อมี Gmail account แล้ว ก็ว่ากันต่อเลย

1. ให้ไปที่หน้า http://maps.google.co.th

หน้กหลักของ maps.google.co.th

2. กดที่ link ด้านล่างซ้าย ตรง “วางธุรกิจของคุณบน Google แผนที่” จะได้หน้าข้างล่างต่อมา หากไม่ได้ ก็ให้ทำการ login ด้วย Gmail account ก่อน

หน้าเริ่มต้นให้เราใส่ข้อมูลธุรกิจ

3. หากเป็นการเพิ่มธุรกิจครั้งแรก ก็ให้กดที่ปุ่ม “เพิ่มธุรกิจใหม่” ได้เลย ตัวอย่างที่เห็นด้านล่าง เป็นการเพิ่มธุรกิจร้านก๋วยเตี๋ยวเข้าไปหน่ะคะ อย่างไรแล้ว ก็แวะไปชิมกันนะ

เริ่มต้นใส่ข้อมูลธุรกิจของเราได้เลย

กรอกข้อมูลให้ครบถ้วนนะคะ โดยเฉพาะเบอร์โทรศัพท์ แนะนำว่าให้ท่านใส่ทั้งเบอร์โทรศัพท์ที่เป็นเบอร์บ้าน และเบอร์มือถือ ซึ่งมี Google เขาจะทำการส่ง Code มาให้ทำการยืนยันในขั้นตอนสุดท้าย เราแนะนำที่นี่เลยว่า ให้ใส่เบอร์มือถือของเราเข้าไปด้วย เพราะเราจะให้ทาง Google ส่ง code ยืนยันมาทาง sms (ฟรี)

อีกอย่าง คือเรื่องแผนที่ สำคัญมากนะคะ ที่ท่านจะต้องชี้เป้าให้ตรง ไม่งั้นลูกค้าหาท่านไม่เจอแน่นอน .. ให้ทำการ click ตรง “แก้ไขตำแหน่งเครื่องหมายที่ไม่ถูกต้อง” เพื่อทำการย้ายตำแหน่งให้มันถูกต้องเสียนะคะ เสร็จแล้วก็กดปุ่ม “ถัดไป” ได้เลย

4. ต่อมา Google ก็จะให้เราใส่รายละเอียดของธุรกิจเรานะคะ เลือกใส่เข้าไปเลย ละเอียดเท่าไร ก็ยิ่งดีต่อธุรกิจของท่านคะ

รายละเอียดข้อมูลธุรกิจของท่าน

ใส่ให้เรียบร้อย พร้อมแล้วก็กด “ส่ง” ได้เลยคะ

ตรวจสอบให้เรียบร้อยก่อนกดส่งนะคะ

5. ขั้นต่อมา Google จะให้ท่านทำการยืนยันตัวตนนะคะ ทำได้ 2 ทาง คือทาง Google จะโทรไปบอก รหัสยืนยัน หรืออีกทางหนึ่ง ก็คือ sms มาที่มือถือของเรา ก็ให้ท่านเลือกเอาตามสะดวกครับ ของเราเลือกเป็น sms และก็ต้องเลือกเครือข่ายด้วยนะครับ มี 3 อันให้เลือกคือ ของ ais, dtac และ true

ขั้นตอนการส่งรหัสยืนยัน

6. เมื่อกด “เสร็จสิ้น” สักครู่ ก็มี sms จาก Google มาที่มือถือ ก็เปิดอ่านข้อความ พร้อมมองหา รหัส ที่เขาส่งมาให้ จากนั้นก็นำมากรอกเพื่อยืนยันตัวตนในขั้นตอนต่อมา

ยืนยันข้อมูลธุรกิจ

7. เมื่อยืนยันเสร็จ ก็เป็นอันเรียบร้อย Google จะใช้เวลาสัก 1 วันในการ update ฐานข้อมูลธุรกิจของเราที่เพิ่งใส่เข้าไประบบ ต่อไปเราก็สามารถบอกลูกค้าได้ว่า จะสามารถหาข้อมูลธุรกิจของเราได้จาก Google Maps เน่อ

ขั้นตอนเรียบร้อย

หากลองกดที่ link “ไปที่ศูนย์ธุรกิจท้องถิ่น” ก็จะเห็นสถานะของข้อมูลธุรกิจของเราคะ

สถานะข้อมูลของเรา

นอกจากนี้ เรายังสามารถเพิ่มเติมข้อมูลธุรกิจของเราได้ทั้งหมด 10 ธุรกิจนะคะ นับเป็นอีก 1 ช่องทางที่จะช่วยให้ลูกค้ารู้จักธุรกิจของท่านได้มากขึ้น และดีขึ้นด้วยคะ

ลองใช้งานกันดูคะ ไม่จำเป็นต้องเป็นร้านใหญ่ๆ เพราะเป้าหมายคือ เราต้องการให้ลูกค้าหาเราเจอ .. ก็เท่านั้น

Written by diow

February 23rd, 2010 at 9:45 am

ถนนฅนเดินหลังห้างคาร์ฟู

with 13 comments

ที่ใช้ชื่อนี้ ก็เพราะที่ตั้งมันอยู่หลังห้างคาร์ฟูเด๊ะเลย ถ้าหาห้างคาร์ฟูของเชียงใหม่เจอ ก็จะได้เจอกับถนนฅนเดินเหมือนกัน บรรยากาศของถนนฅนเดินที่นี่ จะแตกต่างจากที่กลางเวียงและที่วัวลาย เพราะว่ามีร้านค้าเป็นสัดเป็นส่วน แถมมีร้านที่ให้บริการบันเทิงยามราตรีอีกหลายร้าน จึงเหมาะสำหรับนักท่องราตรีที่อยากได่บรรยากาศถนนฅนเดินด้วย

สินค้าขายที่นี่ สินค้าก็มีเหมือนๆ กับที่กลางเวียงและวัวลาย เพียงแต่สถานที่แสดงของแต่ละร้านนั้นมีเยอะกว่า สนใจอย่างไร ก็แวะมาชมกันได้นะคะ

ถนนฅนเดินวัวลาย

with 9 comments

ถนนฅนเดินวัวลาย ถ้าจะว่าไป ก็โด่งดังไม่แพ้ถนนฅนเดินกลางเวียง ที่นี่สินค้าส่วนใหญ่เดิมที ก็เป็นพวกเครื่องเงิน แต่หลังๆ มานี่ ก็เหมือนๆกันกับที่ถนนฅนเดินกลางเวียงคะ เพราะฅนขายก็ไปๆ มาๆ ระหว่างถนนฅนเดินทั้ง 2 ที่อยู่แล้วคะ เพียงแต่ ถนนฅนเดินที่วัวลาย จัดวันเสาร์ ส่วนที่กลางเวียงจัดวันอาทิตย์ เวลาก็เหมือนกันเลย 4 โมงเย็น ถึง 5 ทุ่ม

ที่ถนนฅนเดินวัวลาย จะด้อยกว่าตรงที่ไม่มีการแสดง เพราะพื้นที่ไม่อำนวยต่อการจัดแสดงเท่าไร ดังนั้นฅนซื้อก็ไม่วอกแวก มาซื้ออย่างเดียว .. ฅนขายก็ขายอย่างเดียว เช่นกัน …

เอ้า … มาดูกันว่า โครงการถนนฅนเดินวัวลาย อยู่ตรงไหน ดูแผนที่ด้านล่างนะคะ จริงๆ มันก็ไม่ห่างจากถนนฅนเดินกลางเวียงมากนักหรอก เดินไปมาหากันได้อยู่นะ

ถนนฅนเดินวัวลาย

เมื่อเจอแล้ว ก็ให้เดินตั้งแต่ต้น ยัน สุดถนนเลยก็แล้วกัน เพราะตามตรอก ซอกซอยก็ยังมีการค้าขาย ปรากฏให้เห็นเหมือนกันนะ .. สินค้ามากมายหลายหลาก มีเงินล้านยังหายได้ในพริบตา ฮ่า ฮ่า … เอ้า เชิญเลือกชมกันเลยคะ

อย่างไรแล้ว ก็อย่าลืมแวะไปเที่ยวถนนฅนเดินทั้ง 2 ที่นะคะ เชียงใหม่ยินดีต้อนรับ คะ

Written by diow

February 22nd, 2010 at 5:25 pm

6 visitors online now
1 guests, 5 bots, 0 members
Max visitors today: 10 at 07:45 am UTC
This month: 27 at 11-08-2017 10:06 am UTC
This year: 53 at 01-13-2017 04:26 pm UTC
All time: 452 at 09-09-2014 04:56 pm UTC